วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554

หนังสือโอกาสทอง (จริงๆ)

เขียนไปเขียนมาก็เข้าสู่ปีที่ 3 แล้วครับ ถ้านับเริ่มต้นจากการเขียนเรื่องพื้นฐานของทองคำในช่วงปลายปี 2009 และได้พาผู้อ่านหลายๆท่านติดปีกบินไปในหลายๆเรื่อง ที่ลึก ไกลและกว้างออกไปเรื่อยๆ ซึ่งเราก็ไปกันไกลมากแล้วครับ จนลืมไปว่าแล้วผู้อ่านที่เข้ามาใหม่ล่ะจะเริ่มตรงไหนดี เพราะหลายๆท่านเห็นข้อมูลแล้วก็อาจจะมึนครับ ว่าทำไม่มันเยอะแยะมากมายขนาดนี้

ซึ่งทั้งหมดนี่แหละครับคือเรื่องเดียวกันหมด คือโครงข่ายการจัดระเบียบโลกใหม่หรือ New World Order ที่เป็นทิศทางที่โลกใบนี้กำลังถูกบังคับให้เดินไป ไม่ว่าคุณจะรู้หรือไม่รู้ และเต็มใจหรือไม่ก็ตาม สถานการณ์ในโลกใบนี้ทุกด้านกำลังดำเนินไปอย่างรุนแรงและเข้มข้นในทุกๆ ด้านครับ ทั้งในด้านเศรษฐกิจโลก การเมืองโลก การสงคราม ภัยพิบัติ หรือจะว่าไปแล้วแทบจะทุกๆด้านก็ว่าได้ครับ

เรื่องหนึ่งที่ผมนำเสนอและเน้นมาตั้งแต่แรกเริ่มเลย ก็คือเรื่องของ "ทองคำ" ซึ่งในบล๊อกของผมจะมุ่งเน้นไปที่การลงทุนระยะยาวและเพื่อการป้องกันความเสี่ยงซะมากกว่าครับ ส่วนเรื่องการลงทุนระยะสั้นเพื่อทำกำไรหรือการลงทุนในโกลด์ฟิวเจอร์ ถือว่าเพื่อ "ความบันเทิง" หรือให้ได้ความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจก็แล้วกันครับ แต่เมื่อไหร่ที่คุณทุ่มลงไปสุดตัวแล้ว ความบันเทิงจะหายทันที แต่ "ความเครียด" จะเข้ามาแทนที่ครับ หลายท่านที่เคยลองแล้วก็คงจะเข้าใจครับว่าผมหมายถึงอะไร ส่วนนึงนั่นก็เพราะความไม่แน่นอนของตลาดทองคำนั่นเอง

มีคำถามมากมายจากผู้อ่านที่เพิ่งเข้ามาที่นี่หรือในเฟสบุ๊คครับว่า ถ้าจะลงทุนในทองคำจะเริ่มจากตรงไหนดี คำตอบที่ผมตอบได้เลยทันทีคือ...เรื่องมันยาวครับ นั่นก็เพราะว่าไม่รู้ว่าจะตอบในแง่มุมไหนก่อนดี เพราะจะว่าไปแล้วก็มีตั้งแต่ขั้นพื้นฐานคือประวัติศาสตร์ของทองคำย้อนหลังไปหลายพันปี จนถึงขั้นจะเอาให้ทันเกมส์กลุ่มขาใหญ่นักทุบราคาในระดับโลกเลยก็มี ...ก็พอตอบให้ได้ครับ 

แต่โพสต์นี้ผมจะแนะนำ พื้นฐานการลงทุนในทองคำผ่านหนังสือซักเล่มหนึ่ง ก็คือ หนังสือ "โอกาสทอง(จริงๆ)" ซึ่งผู้เขียนท่านก็เขียนได้ครอบคลุม ลึกซื้ง แต่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ แม้ว่าท่านจะไม่มีความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ การเงินใดๆ มาก่อนเลย ซึ่งตรงนี้สำคัญมากครับ เพราะหนังสือในลักษณะเดียวกันนี้มีเยอะครับ แต่ที่อ่านแล้วเข้าใจ หรือที่จะทำให้เรารู้ในเรื่องที่ควรรู้จริงๆน่ะ หายากถึงยากมากครับ โดยเฉพาะถ้าเป็นหนังสือทางวิชาการที่ใช้ภาษาสูงๆ ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่

ผู้เขียนท่านนี้ที่มีนามปากกาว่า " Nexttonothing " ท่านก็ให้โอกาสแวะเวียนมาแสดงความคิดเห็นในบล๊อกนี้มาช้านานด้วยเช่นกันครับ 


รูปด้านบนก็คือรูปเล่ม หน้าปกหนังสือ โอกาสทอง (จริงๆ) โดยคุณ Nexttonothing ซึ่งเนื้อหาของหนังสือจะเหมาะสำหรับท่านใดที่กำลังศึกษาเรื่องทองคำ เพื่อการลงทุน ลดความเสี่ยง และรองรับวิกฤตการณ์ทางการเงินที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้ ซึ่งสำหรับผมแล้วทองคำในวันนี้ไม่ใช่เพื่อการสะสม เพื่อแสดงความมั่งคั่ง หรือเป็นเพียงเครื่องประดับ ดังความเชื่อที่พวกเราเคยมีมาในอดีต แต่มันจะเป็น "เครื่องมือหลัก" ตัวหนึ่ง ในการต่อสู้ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ค่าเงิน อัตราแลกเปลี่ยน เงินเฟ้อ และพิษภัยทางเศรษฐกิจที่กำลังเป็นเงาดำทะมึน อยู่ต่อหน้าเราในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ครับ

เนื้อหาของหนังสือจะครอบคลุมถึง :

ทุกวันนี้คนเราทำงานเพื่อแสวงหาเงิน แท้จริงแล้ว เงินคืออะไร ?

:excl: ทำไมราคาสินค้า ถึงต้องแพงขึ้นทุกปี ?

:excl: ทำไมไปธนาคารไม่ว่าสาขาไหน มีธนบัตรใหม่ ให้เราแลกได้ตลอด แล้วแบงค์เก่ามันหาย ไปไหน ?

:excl: ทำไมคนเป็นนักการเมือง ถึงรวย และ รัฐบาล ดูเหมือนจะมีเงินใช้ได้อย่างไม่มีวันหมด

:excl: ทิศทางราคาทองคำ จากนี้ไป จะเป็นอย่างไร ?

:excl: ทำไมราคาทองคำถึงขึ้นราคา อะไรทำให้ทองขึ้น ? อะไรทำให้ลง ?

:excl: คำแนะนำของผมคือทุกๆ คนควรซื้อทองคำครับ ... ทำไมล่ะ ?

-?- จะหายไป เมื่อคุณอ่านหนังสือเล่มนี้จบ มุมมองต่อโลกการเงินของคุณจะเปลี่ยนไป
และพบว่าแท้จริงแล้ว เรื่องพวกนี้ ไม่ได้ยากหรือซับซ้อนอะไรเลย ที่สำคัญ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว
:


*****************
ซึ่งโดยส่วนตัวผมได้อ่านเนื้อหาไปมากพอสมควรครับ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าผู้เขียนสามารถถ่ายทอดรายละเอียดที่เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับเงินๆทองๆ ที่เป็นเรื่องปวดหัวสำหรับผู้คนส่วนใหญ่ ให้กับผู้ที่จะได้อ่านทุกเพศทุกวัยเข้าใจได้ไม่ยากเลยครับ 

และหากท่านใดสนใจสั่งซื้อหนังสือเล่มนี้ ก็สามารถสั่งซื้อไปที่ผู้เขียนได้โดยตรง ก็คือ คุณ Nexttonothing ที่อีเมลล์

" ogadthong@gmail.com "   

โดยสอบถามข้อมูล ปัญหา ข้อสงสัย รายละเอียด การชำระเงิน และการจัดส่งทุกอย่างกับผู้เขียนได้โดยตรงเลยครับ โดยที่ผมและบล๊อก The Gold War Phase II ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆทั้งสิ้น อีกเช่นเดิมครับ...

ตัวอย่างบทความของผู้เขียน ในประเด็นเรื่อง QE หรือ Quantitative Easing โดย FED ในช่วงที่ผ่านมาครับ

QE2 กำลังจะมา

ก่อนจะพูดเรื่อง โอกาสทอง(จริงๆ) ขอตัดไปพูดเรื่อง QE2 กันก่อน เพราะกลัวเชยครับ เพื่อนๆนักลงทุนหากติดตามข่าวสาร
เรื่องการลงทุนตอนนี้ จะได้ยินแต่คนพูดถึง QE2 QE2 ของธนาคารกลางสหรัฐกันทั้งวัน ไม่พูดถึง ไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ครับเดี๋ยวตกเทรนด์ :lol: :lol:

QE. คือ Quatitative easing :wacko:

แปลเป็นไทยได้ว่า "นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ"

ฟังแล้วมึนกว่าเดิม ผมขอแปลไทยเป็นไทยในความหมายของผมเองว่า นี่คือ "นโยบายพิมพ์เงินปริมาณมหาศาลออกจากอากาศ เพื่อ อัดฉีดเข้ากระตุ้นระบบศก."

QE2 จึงแปลว่า "นโยบายพิมพ์เงินปริมาณมหาศาลออกจากอากาศ เพื่อ อัดฉีดเข้ากระตุ้นระบบศก.ภาค2" นั่นเอง ภาค1 ผ่านมาแล้วตอน 2008 ครับ

จูนก่อนครับข้อเท็จจริง (Fact) (เผื่อว่าคุณยังไม่รู้ หรือ รู้มาบ้างแต่ยังไม่เคลียร์)

:excl: ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มีสิทธิ์พิเศษกว่าชาติใดๆในโลก เพราะ เค้าสามารถ พิมพ์เงินออกจากอากาศ (Out of thin air)ได้ตามใจชอบ นี่คือ Fact

:excl: ดอลล่าห์ คือ เงินสกุลหลักของโลก "World reserved currency" นั่นทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาได้สิทธิ์พิเศษอันนี้ เงินทุกสกุลจะรู้ว่าแข็งค่าหรืออ่อนค่า ต้องเอาไปเทียบกับดอลล่าห์ เพื่อให้ได้สิ่งที่เรียกว่า "อัตราแลกเปลี่ยน" สิ่งนี้คือตัวบอกความแข็งหรืออ่อน เพิ่มค่าหรือลดค่าของเงินทุกสกุล นี่คือ Fact

ที่นี้ไม่ว่าคุณจะได้ยินคำพูดสวยหรู ขนาดไหน Quatitative easing, Stimulus package, Bail out ETC มาตราการทุกอย่างที่ประดิษฐ์ประดอยคำพูดกันขึ้นมาให้สวยหรู ขอให้เข้าใจไว้เลยว่า หลักสำคัญคือ "นโยบายพิมพ์เงินปริมาณมหาศาลออกจากอากาศ เพื่อ อัดฉีดเข้ากระตุ้นระบบศก." เหตุผลก็เพราะ

ธนาคารกลางของทุกประเทศ มี อาวุธคู่กายแค่สองอย่าง

1 อัตราดอกเบี้ย

2 พิมพ์เงิน

อัตราดอกเบี้ยของเมกานั้น ลดต่ำสุดหมอบติดพื้นไปแล้วที่ระดับ 0-0.25%
เพราะฉะนั้น เหลือทางเลือกเดียว คือ พิมพ์เงิน !

ขอพูดอย่างไม่เกรงใจว่า คุณและผม หรือ แม้แต่เด็กประถม ในตอนนี้ก็สามารถเป็นที่ปรึกษาทางศก ให้ประธานธิบดีโอบาม่าได้ เพราะ
ไม่ว่า เมกาจะมีปัญหาเรื่องใด เมื่อ โอบาม่า มาปรึกษาคุณก็แค่บอกว่า "พิมพ์เงิน"

ปัญหาการว่างงาน 9.5% ----> พิมพ์เงิน :o
ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ เงินฝืด -----> พิมพ์เงิน :o
ปัญหา สวัสดิการผู้สูงอายุ และ สวัสดิการรักษาพยาบาล -----> พิมพ์เงิน :o

เพราะที่ผ่านมา เค้าแก้ไขปัญหาด้วยวิธีนี้วิธีเดียวครับ เพียงแต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบ พลิกแพลงไปมาเล็กน้อย นิดหน่อย...
(หากคุณกำลัง งง และ สงสัยว่า จะบ้าเหรอ อะไรมันจะพิมพ์กันได้ง่ายขนาดนี้ รบกวนย้อนกลับไปจูนข้อเท็จจริงข้างต้นใหม่ก่อนอ่านต่อนะครับ) :lol:
มีแม้แต่ คูปองอาหาร เช็คชดเชยการว่างงาน 99 สัปดาห์รวด ยันถึง จ่ายเช็คไปยังทุกบ้าน (แล้วเรียกมันว่า TAX refund) ก็เคยทำมาแล้ว

คำถามคือทำไม ต้องทำกันขนาดนี้ ???
คำตอบคือ ศก.เมกา กำลังจะล่มสลายครับ (หากดีๆ ก็คงไม่ต้องกระตุ้นและอัดฉีดเอาเป็นเอาตายแน่นอนครับ)

อะไรทำให้ประเทศมหาอำนาจ อย่างเมกาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ .... ตามมาเลยครับ ผมขอ แฉ !

ไม่มีใครอยากเป็น "จิ๋ว"

เหตุการณ์นี้ผมขอตั้งชื่อเรื่องว่าไม่มีใครอยากเป็น "จิ๋ว" คงจำกันได้นะครับเราเคยมีผู้นำประเทศคนนึงนักข่าวชอบเรียกว่า "จิ๋ว" เดี๋ยวนี้ เปลี่ยนsizeเป็น "พ่อใหญ่" แล้วครับ :lol:
ตอนเกิดวิกฤต ต้มยำกุ้งฟองสบู่แตกปี 2540 มีแต่คนโทษ "จิ๋ว" เพราะมันดันเกิดขึ้นในสมัยที่ "จิ๋ว" เป็น นายก !!! แค่นั้นเองครับ คนเราคิดได้แค่นั้น.... :(
ความจริงแล้ว เหตุการณ์มันเกิดตั้งแต่ "สมัยชาติชาย" ครับ เมื่อฟองสบู่มันพอง มันต้องตามด้วยการแตก !! นี่คือธรรมชาติของฟองสบู่ !!

ยกตัวอย่างหลักการทำงานของฟองสบู่ง่ายๆให้ฟังนะครับ

เราเปิดร้านขายข้าวแกง ก็ขายไปวันๆ จู่ๆวันนึงเกิดมีงานคอนเสริต์มาจัดแสดงใกล้ๆร้านข้าวแกงของเรา เท่านั้นแหละครับ กระหึ่มเลยครับ ข้าวแกงไม่พอขาย
แต่เราไม่เข้าใจว่า มันคืองานคอนเสิร์ตชั่วคราว เรากลับขยายร้านสั่งโต๊ะเก้าอี้เพิ่ม 3 เท่า จ้างคนงานเพิ่ม 3 เท่า ซื้อวัตุดิบทำข้าวแกงเพิ่ม 3 เท่า แล้วก็พบว่า มันขายหมดทุกวัน
เราดีใจ เราลงทุนเพิ่ม แบบนี้คือ "Bad Investment" ฟองสบู่มันเกิด เราคิดว่าศก ดี ... สุดท้ายพอ คอนเสริต์หมดรอบการแสดง ปิดตัวย้ายไปแสดงที่อื่น โพ๊ละ ...

ตามมาด้วยการตกงานของลูกจ้าง ยอดขายที่ลดฮวบ ความเศร้าเกิดขึ้น แต่ มันคือ สิ่งที่ดีและถูกต้องครับ นี่คือกลไกตลาด ที่ทำหน้าที่กวาด Bad investment ออกจากระบบให้เหลือไว้แต่ Good investment เพื่อความเข้มแข็งของระบบ ศก. โดยรวม.สิ่งนี้คือ ธรรมชาติของฟองสบู่และกลไกตลาดแต่ รบ.เมกากลับเข้าขวางและแทรกแซงอย่างถึงที่สุด !!

บินกลับข้ามไปยังฝั่งอเมริกาครับ

สมัย บิล คลินตัน มี Dot.com Bubble เกิดขึ้นครับ ฟองสบู่ยุคดอทคอม ธุรกิจใหม่เอี่ยมถอดด้าม เฟื่องฟูมากกกแม้แต่นักศึกษาจบใหม่ก็ไฟแรงจัดตั้งบริษัทออนไลน์ ทุกอย่างดูสวยงามสดใสไปหมด แต่มันคือฟองสบู่และภาพลวงตาทั้งนั้น สุดท้ายควรจบลงด้วยฟองสบู่แตก

พอ จอช บุช จูเนียร์ ขึ้นมา เค้าไม่อยากเป็น "จิ๋ว" ครับ สมัยก่อนหน้าเค้ายุคบิล ศกเฟื่องฟู อยู่ดีกินดี พอเค้าขึ้นมา ศก จะหดได้ยังไง?
จอช บุช ไม่ยอมครับ
การอัดฉีดเงินเข้าระบบเริ่มจากตอนนั้น เหมือนไม่ยอมให้ฟองสบู่ต้องแตกแต่อัดลมเข้าไปแทนที่ พยุงเอาไว้
มาตราการธนาคารกลางตอนนั้นคือ อัตราดอกเบี้ย ถูกหั่นเหลือ 1% และยังมีการอัดฉีดสภาพคล่องมากมาย

พอกล้อมแกล้มไปได้ครับ แต่กลายเป็นว่าการกระทำที่ขี้ขลาดไม่ยอมรับความจริง แบบนี้ก่อให้เกิด ฟองสบู่ลูกใหญ่กว่าเดิมที่ตลาด อสังหาริมทรัพย์ ศกบ้านและที่ดินคอนโดเฟื่องฟู

เหมือนเดิมครับ..............

พอ โอบาม่า ขึ้นมา ฟองสบู่ อสังหาริมทรัพย์ ควรแตกไปเมื่อปี 2008 แฮมเบอร์เกอร์ไครซิส แต่โอบาม่า เหมือนเดิมเค้าไม่อยากเป็น "จิ๋ว" ครับ ก่อนหน้านั้น ศกดีทำไมมาถึงสมัยเค้า ต้องแย่ด้วย สิ่งที่โอบาม่าทำ ไม่ได้มีอะไรใหม่ ไม่ได้ Change อย่างสโลแกน ตอนหาเสียงเลยครับ

เค้าหันไปมองดอกเบี้ยมันเหลือ 1% จะเหลือไว้ทำไม นาทีนี้แล้ว หั่นเหลือ 0% ไปเลยครับ!!! พร้อมกับอัดฉีดเหมือนเดิมตามสูตร ....

วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่เราเห็นว่าเลวร้ายส่งผลกระทบไปทั่วโลกนั้น มันยังไม่ได้แสดงอำนาจการทำลายเต็มศักยภาพนะครับ เพราะการเข้าขวางของอเมริกา..

ไม่ว่าเจ้าของร้านข้าวแกง หรือ ระดับประธานธิบดี หากไม่เข้าใจ พฐ ทางเศรษฐกิจหรือไม่ยอมรับความจริง พยายามจะเลือกหาทางออกอย่างสวยหรูที่สุด
เพื่อรักษาไว้เพื่อคะแนนเสียงแล้วล่ะก็ .... สุดท้าย อเมริกาจบไม่สวยแน่ครับ
ลองนึกภาพความเลวร้ายจากอัตราดอกเบี้ยเรี่ยติดดิน 1% ก่อให้เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์
ลองคิดดู ว่า อัตราดอกเบี้ยตอนนี้ 0% และเตรียมจะอัด QE2 อีก ความโหดร้ายในวิกฤตรอบใหม่ที่กำลังจะมาจะขนาดไหน ?? :(

Dot.com Bubble ---> Subprime Crisis (Hamberger)----> ป้ายหน้า Currency crisis ครับ

ในรายละเอียดไว้ว่ากันต่อในคราวต่อๆไปนะครับ เดี๋ยวจะยาวเกินไป

...............

ย้อนกลับมาประเด็น QE2 และทองคำตอนนี้ตลาดกำลังเกิดข่าวลือ และ ความสงสัยอย่างมากว่า

1.จะอัด QE2 หรือเปล่า?

2.จะอัด QE2 น้อยกว่าที่คาดหรือเปล่า ?

3.จะอัด QE2 เท่าไหร่?

ผมเชื่อเหลือเกินครับ ว่า อัด ! (จากผลโพลที่สำรวจมา คณะกรรมการ 16 คน โหวตอัด 12 คน ไม่อัด 3 ยังไม่ตัดสินใจ 1 นอนมาอยู่แล้วครับ)
อัดฉีด ต้องมากด้วยครับเท่าไหร่ ตัวเลขในใจผมคือ 1-5 Trillion (เงิน 1 Trillion อยากรู้ว่ามากขนาดไหน You Tube ดูนะครับ)

ทีนี้... เค้าอาจจะตุกติกประเด็นนี้ครับ

:excl: เงื่อนไขวันที่ 3 พย. เค้าอาจจะเลื่อน ให้ตลาดตกใจเทขายสินทรัพย์ออกมา เพราะผิดหวัง แต่มันสำคัญด้วยหรือ ?? หาก เค้าไม่อัดวันที่ 3 พย เค้าเลื่อนไปอัดเดือนหน้า ปีหน้า ยังไงเค้าก็อัด อย่าให้วันที่มามีอิทธิพล ต่อการลงทุนของเรา อารมณ์ของตลาดหวั่นไหวขึ้นลงได้ครับ แต่ปัจจัยพื้นฐานยังแกร่ง คนลงทุนทองคำด้วยปัจจัยพื้นฐาน ผมแนะนำกอดทองไว้แน่นๆ ครับอย่าขายเพราะต่อให้ไม่มี QE2 เพิ่ทซักเซนต์เดียว ราคาที่ระดับ 1340$ นี่ก็ยังถือว่าถูกมากครับหากเทียบกับมูลค่าที่แท้จริงของทองคำ

:excl: อัดน้อยกว่าที่คาดหรือทยอยอัด.... ตลาดก็ผิดหวังอีกเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ให้ใช้โอกาสประเภทนี้หากมา ทยอยซื้อสะสมทองคำ

:excl: หากอัดฉีดเกินคาด ทองคำทะยานฟ้า แน่นอนครับ 1400-1500$/oz

ผมเชื่อเหลือเกินครับว่า QE2 จะมาและมาเยอะด้วย จะทยอยมาหรือมาทีเดียวก็ต้องมา เค้าไม่มีทางเลือกครับ จะยอมให้ ศกเมกาพังไปต่อหน้าต่อตาเดี๋ยวนี้ (นั่นคือไม่ออก QE2 ซึ่งเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง แต่ รบเมกากี่สมัยๆ ไม่เคยเลือกทางนี้เลย น่าเศร้าใจครับ กลับเลือกที่จะเข้าแทรกแซงกลไกตลาด เป็นการ เลื่อนปัญหาออกไปให้พ้นสมัยตัวเองเพื่อไปเจอปัญหาที่หนักกว่านี้แต่อยู่ในวาระสมัยของ รบ อื่น !!)

ศก เมกาตอนนี้เหมือนคนติดเฮโรอีนครับ
ทางออกที่ดีที่สุดคือต้องบำบัดที่ถ้ำกระบอก ต้องอาเจียน ต้องทุกข์ทรมาน แต่ผลสุดท้าย สุขภาพที่ดีจะกลับมาได้
แต่ ธนาคารกลางและ รบ.เมกากลับเลือกไม่ยอมทุกข์ทรมาน แต่กำลังจะฉีดยาเข้าเส้น เพิ่มมากขึ้นๆ ทุกๆครั้ง เพื่อให้รู้สึกสบาย แต่สุดท้ายเมื่อถึงวันที่มัน Overdose
ศกเมกาและดอลล่าห์ จะล่มสลายในชั่วพริบตาครับ

ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส วิกฤตลูกใหญ่ที่กำลังจะมาไม่มีอะไรต้องกลัวครับ เพราะมันจะมาพร้อมกับ โอกาสทอง(จริงๆ)ของพวกเราแล้วเราจะได้เจาะลึกลงไปเรื่อยๆครับ


โชคดีในการลงทุนทุกท่านครับ

ลิ๊งค์สำหรับเฟสบุ๊ค :
The Gold War Phase II...by Jimmy Siri บน Facebook

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2554

"พระเจ้า" กับ "วิทยาศาสตร์"

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่เริ่มต้นปี 2011 ได้มีเหตุการณ์ภัยพิบัติร้ายแรงจำนวนมากเกิดขึ้นครับ และดูเหมือนความถึ่และความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกเช่นกัน บางท่านก็เชื่อว่าเป็นเพราะอิทธิพลของปัจจัยนอกโลกคือระบบสุริยะ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวหาง หรือดาวประหลาดที่ปรากฏขึ้นหรือที่เรียกว่า Planet X ซึ่งทั้งหมดก็เป็นทฤษฏีที่แต่ละฝ่ายตั้งขึ้นเพื่ออธิบายถึงปรากฏการณ์ต่างๆ

ซึ่งมีคนจำนวนน้อยครับ ที่จะเข้าใจถึงองค์ประกอบของสุริยะจักรวาล โดยเฉพาะคำว่าระบบสุริยะ หรือ Solar System สงสัยไม๊ครับว่าทำไมถึงต้องเรียกว่า "ระบบ" ถ้าเป็นระบบก็จะต้องมีหลากหลายส่วนประกอบกันขึ้น แล้วระบบนี้ประกอบขึ้นด้วยอะไรบ้าง ที่สำคัญระบบสุริยะทำงานอย่างไร แล้วกำลังเกิดอะไรขึ้นกับกลไกเหล่านั้น

ผมเห็นเพื่อนๆ หลายท่านพยายามศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างภัยพิบัติร้ายแรงที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงนี้ และพยายามคาดการณ์ถึงสิ่งต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต ในโพสต์นี้เราลองมาดูกันครับว่าระบบสุริยะทำงานอย่างไร แล้วโลกใบนี้ของพวกเรามีความสัมพันธ์กับระบบสุริยะอย่างไร เรื่องนี้จะตอบคำถามหลายๆคำถามที่ท่านอาจจะคิดไม่ถึงครับ!!

โดยคลิปวีดีโอบรรยายเรื่องนี้คือ "พระเจ้ากับวิทยาศาสตร์" จะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ในมุมมองของคริสเตียนครับ คริสเตียนเรามีความเชื่อในเรื่องพระเจ้า และสิ่งต่างๆเหล่านี้เชื่อมต่อกันได้อย่างไร วิทยากรบรรยายคือ อ.นพ.ภากร จันทรมัฏฐะ ท่านเป็นอายุรแพทย์โรคหัวใจ รพ.รามาธิบดี ครับ


แถมท้ายให้ด้วยว่าทำไมอาจารย์หมอท่านนี้ ที่เรียกได้ว่าเป็นเลิศในสายวิทยาศาสตร์แต่กลับเชื่อในเรื่องการมีอยู่จริงของพระเจ้าครับ หรือท่านได้เจออะไรบางอย่างเข้าแล้ว!!


ลิ๊งค์สำหรับเฟสบุ๊ค :
The Gold War Phase II...by Jimmy Siri บน Facebook

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554

ตราทั้งเจ็ด แตรทั้งเจ็ด และขันทั้งเจ็ด .......คำพยากรณ์จากพระคัมภีร์ไบเบิ้ล


......."ตราทั้งเจ็ด"....... 


......."แตรทั้งเจ็ด".......


......."ขันทั้งเจ็ด".......

 ลิ๊งค์สำหรับเฟสบุ๊ค :
The Gold War Phase II...by Jimmy Siri บน Facebook
http://www.facebook.com/home.php?sk=group_170408246326805&ap=

วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

กรอบเวลาของ Tribulation( ยุคเข็ญ ) และหนังสือวิวรณ์จากพระคัมภีร์ไบเบิ้ล


คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยายความละเอียดสูง ( 3.72mb)

Note : หรือดาวน์โหลดรูปภาพต้นฉบับได้ ที่นี่!!

ภาพนี้เป็น Time Line ของเหตุการณ์ต่างๆ ที่พยากรณ์ไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลครับ โดยจะมีตัวเลขของบทและข้อของพระคัมภีร์กำกับไว้ทั้งหมด สามารถเปิดค้นหาแล้วดูประกอบได้เลย ถ้าเป็นไปตามคำพยากรณ์เรากำลังเริ่มเข้าสู่กรอบเวลาดังกล่าวในด้านซ้าย คือเศรษฐกิจ ภัยพิบัติ ความขัดแย้งต่างๆ สภาวะอดอยากและขาดแคลนอาหาร ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่จะกินเวลาประมาณ 3.5 ปี หรือ 3 ปีครึ่ง ซึ่งถ้าเข้าสู่ครึ่งหลังแล้ว หรือจากกึ่งกลางของภาพไปแล้ว ซึ่งจะเรียกว่า "The Great Tribulation" ซึ่งก็คือ ยุคลำบากยากเข็ญอย่างสุดๆ (อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ดอลล่าล้มแล้ว)โดยทั้งหมดจะกินเวลาประมาณ 7 ปี นับจากการเริ่มต้น ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าเราได้เข้ามาแล้วบางส่วน หรืออาจจะกำลังเข้าไป ซึ่งก็แล้วแต่ความเชื่อและการตีความของแต่ละคนครับ 

ในครึ่งหลังช่วงเวลาที่สำคัญ ให้สังเกตุรูปกบ 3 ตัว นั่นก็คือช่วงเวลาที่สหรัฐและยูเอ็นจะเปิดตัวและเปิดเผยเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาว(ที่ไม่ได้มาจากต่างดาว)และยูเอฟโอ "อย่างเป็นทางการ" ซึ่งก็มีความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ออกมาเป็นระยะๆ โดยยูเอ็นได้จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นมารองรับในเรื่องนี้แล้ว คือมีหน้าที่กำกับดูแลความเรียบร้อยในการติดต่อสื่อสารกับผู้มาเยือน (กลับไปดูโพสต์เก่าๆในเรื่องนี้ครับ) ซึ่งอย่างที่เคยเขียนไปครับว่าวาติกัน สหรัฐและยูเอ็นจะใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้เพื่อทำการใหญ่มากในวันข้างหน้า

สิ่งต่างๆจะทยอยเกิดขึ้นจากเบาไปหาหนักและจะหนักขึ้นเรื่อยๆจนถึงขั้นที่ยากที่จะต้านทานและรับได้ ผู้ที่ทนได้ถึงที่สุดก็จะรอดครับ และการที่จะอยู่รอดได้อย่างมีความสุขคือการทำความเข้าใจกับเรื่องต่างๆเหล่านี้และด้วยการเตรียมพร้อมเท่านั้น!! ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของมนุษยชาติใกล้เข้ามาแล้วครับ.......  

วันนี้คุณอาจจะยังไม่เข้าใจบางอย่างหรือหลายๆอย่างที่ผมเขียนหรือพยายามจะบอกซึ่งก็เป็นไปตามหลักฐาน ข้อมูลและความเชื่อของแต่ละคน แต่เมื่อมันมาถึงแล้วคุณก็จะเข้าใจเอง รับรองว่าไม่นานเลยครับ


 ลิ๊งค์สำหรับเฟสบุ๊ค :
The Gold War Phase II...by Jimmy Siri บน Facebook
http://www.facebook.com/home.php?sk=group_170408246326805&ap=

" Earth Song " by Michael Jackson

"Earth Song"

What about sunrise
What about rain
What about all the things
That you said we were to gain...
What about killing fields
Is there a time
What about all the things
That you said was yours and mine...
Did you ever stop to notice
All the blood we've shed before
Did you ever stop to notice
The crying Earth the weeping shores?

Aaaaaaaaah Oooooooooh
Aaaaaaaaah Oooooooooh

What have we done to the world
Look what we've done
What about all the peace
That you pledge your only son...
What about flowering fields
Is there a time
What about all the dreams
That you said was yours and mine...
Did you ever stop to notice
All the children dead from war
Did you ever stop to notice
The crying Earth the weeping shores

Aaaaaaaaah Oooooooooh
Aaaaaaaaah Oooooooooh

I used to dream
I used to glance beyond the stars
Now I don't know where we are
Although I know we've drifted far

Aaaaaaaaah Oooooooooh
Aaaaaaaaah Oooooooooh
Aaaaaaaaah Oooooooooh
Aaaaaaaaah Oooooooooh

Hey, what about yesterday
(What about us)
What about the seas
(What about us)
The heavens are falling down
(What about us)
I can't even breathe
(What about us)
What about apathy
(What about us)
I need you
(What about us)
What about nature's worth
(ooo, ooo)
It's our planet's womb
(What about us)
What about animals
(What about it)
We've turned kingdoms to dust
(What about us)
What about elephants
(What about us)
Have we lost their trust
(What about us)
What about crying whales
(What about us)
We're ravaging the seas
(What about us)
What about forest trails
(ooo, ooo)
Burnt despite our pleas
(What about us)
What about the holy land
(What about it)
Torn apart by creed
(What about us)
What about the common man
(What about us)
Can't we set him free
(What about us)
What about children dying
(What about us)
Can't you hear them cry
(What about us)
Where did we go wrong
(ooo, ooo)
Someone tell me why
(What about us)
What about babies
(What about it)
What about the days
(What about us)
What about all their joy
(What about us)
What about the man
(What about us)
What about the crying man
(What about us)
What about Abraham
(What about us)
What about death again
(ooo, ooo)
Do we give a damn

Aaaaaaaaah Oooooooooh 
 ลิ๊งค์สำหรับเฟสบุ๊ค :
The Gold War Phase II...by Jimmy Siri บน Facebook
http://www.facebook.com/home.php?sk=group_170408246326805&ap=

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

" 12 ปัจจัย " ...ข้ออ้างสู่การจัดระเบียบโลกใหม่ by Adrian Salbuchi

นายเอเดรียน ซาลบุชี ชาวอาเจนตินา คาดการณ์ถึง 12 ปัจจัยที่พวกอีลิตและกลุ่ม NWO จะใช้เป็นตัวชนวนเพื่อนำไปสู่การจัดระเบียบโลกใหม่ คือ

1.Financial Meltdown การล่มสลายของระบบการเงินโลก
2.Economic Crisis การล่มสลายของเศรษฐกิจโลก
3.Social Upheavals การลุกฮือประท้วงของประชาชนในประเทศต่างๆทั่วโลก
4.Pandamics แพร่กระจายโรคระบาดร้ายแรงที่จะใช้โจมตีไปทั่วโลก
5.Global Warming อ้างเรื่องโลกร้อน และระบบ "คาร์บอนเครดิต"
6.False Flage Attack ก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่ในระดับโลก ( ร้ายแรงกว่า 911 )
7.War in Middle East ความขัดแย้งและสงครามในตะวันออกกลาง
8.More Eco-Accidents สร้างเหตุภัยพิบัติในลักษณะเดียวกับที่น้ำมันรั่วไหลในอ่าวเม็กซิโก
9.Political Assasination ลอบสังหารบุคคลสำคัญในระดับโลก เพื่อสร้างและขยายความขัดแย้ง
10.Attack on "Rogue State" ขยายผลความขัดแย้งให้กับ อิหร่าน เกาหลีเหนือ และประเทศเป้าหมายศัตรูอื่นๆ
11.Staged "Religious Event" จัดฉากเพื่อเตรียมการจัดตั้งศาสนาและความเชื่อใหม่
12.Staged "Alien Contact" จัดฉากเพื่อเปิดเผยการมาเยือนของมนุษย์ต่างดาว โดย สหประชาชาติและสหรัฐ

ซึ่งเกือบทั้งหมดก็กำลังเกิดขี้นแล้ว ณ เวลานี้ และคงจะเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ ไปจนถึงปี 2012 และลองดูแนวคิดและทางการต่อต้านของเค้านะครับ

คนนี้เป็นชาวอาเจนตินา ที่ศึกษาเรื่องราวของกลุ่ม NWO อย่างลึกซึ้ง จนถึงขั้นเขียนหนังสือออกมาเปิดโปงเรื่องราวเหล่านี้
และพยายามปลุกกระแสต่อต้านขึ้นในประเทศของเค้าเอง จากเหตุการล่มสลายทางเศรษฐกิจด้วยน้ำมือของกลุ่ม NWO นี้ ที่เข้าไปทำลายประเทศของเค้าอย่างยับเยินในปี 2001-2002

โพสต์ที่ผมเขียนไว้ในเรื่องการ "ล้ม" ของประเทศอาเจนตินา ด้วยน้ำมือของพวก NWO ที่เกิดขึ้นในปี 2001 ประเทศของเค้าก็โดนไม่ต่างไปจากที่ประเทศเราโดน ลองสังเกตุบทบาทของตัวละครหน้าเดิมๆ คือ IMF และมือวางระเบิดทางเศรษฐกิจอีกหลายๆตัว เรามาลองศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อทำนายอนาคตครับ click!!
 ลิ๊งค์สำหรับเฟสบุ๊ค :
The Gold War Phase II...by Jimmy Siri บน Facebook
http://www.facebook.com/home.php?sk=group_170408246326805&ap=

The Day After The Dollar Crashes

"The Day After The Dollar Crashes" อีกหนึ่งวีดีโอคลิปที่จำลองเหตุการณ์ "การล้ม" ของเงินดอลล่า เพื่อแนะนำหนังสือคู่มือการเอาตัวรอดจากการกำเนิดของ NWO หรือ การจัดระเบียบโลกใหม่ ...อย่าพลาดครับ !!


ลิ๊งค์สำหรับเฟสบุ๊ค :
The Gold War Phase II...by Jimmy Siri บน Facebook
http://www.facebook.com/home.php?sk=group_170408246326805&ap=1

ตราสารอนุพันธ์ (DERIVATIVES)

ตราสารอนุพันธ์ (DERIVATIVES) เป็นตราสารทางการเงินชนิดหนึ่ง ที่มีคุณลักษณะพิเศษคือ เป็นตราสารที่ไม่มีมูลค่าในตัวเอง แต่มีมูลค่าขึ้นอยู่กับ สินค้าอื่นที่ตราสารอนุพันธ์นั้นอ้างอิงอยู่ โดยสินค้าที่ตราสารอนุพันธ์อ้างอิง จะเรียกว่า สินค้าอ้างอิง (Underlying Asset)ลักษณะเด่นของตราสารอนุพันธ์อีก อย่างหนึ่งคือ เป็นตราสารที่มีอายุจำกัด เมื่อหมดอายุมูลค่าของตราสารนั้นๆ ก็จะหมดลงด้วย

การซื้อขายอนุพันธ์ที่ได้ยินข่าวคราวอยู่เสมอ ก็คือ การซื้อขายสินค้าล่วงหน้า เช่น การซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าในต่างประเทศ เป็นต้น แต่จริงๆ แล้ว คุณลักษณะของอนุพันธ์ มีให้พบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ถึงความหมายของอนุพันธ์ชัดเจนยิ่งขึ้น จะยกตัวอย่างเรื่องใบจองซื้อรถมาอธิบายถ้าคนต้องการ รถใหม่เป็นจำนวนมากและมีคนจำนวนหนึ่งที่ซื้อใบจองรถไม่ทันคนเหล่านี้จึงไปขอ ซื้อใบจองรถจากคนที่จองได้ โดยยอมจ่ายค่าใบจองแพงกว่าราคาที่ขายตอนแรก จากราคาไม่กี่พันบาท ใบจองรถบางรุ่นก็ขึ้นไปถึงหลักหมื่นก็มี ทั้งที่ตัวใบจองรถเปล่าๆ ถือว่าไม่มีค่าอะไรเลย แต่ค่าของมันอยู่ที่ “สิทธิ” เพื่อใช้ซื้อรถตามรุ่น ตามยี่ห้อ และราคาตามที่ระบุไว้ ภายในเวลาที่กําหนดไว้ในใบจอง ถ้าครบกําหนดแล้วผู้ถือใบจองไม่นําใบจองไปใช้สิทธิซื้อรถ ใบจองรถใบนั้นก็จะหมดค่าไปทันที ในกรณีนี้เรา เปรียบ “ใบจองรถ” ได้ว่าเป็น “อนุพันธ์” ประเภทหนึ่ง ที่ให้สิทธิในการซื้อรถได้ ส่วน “รถยนต์” ก็เปรียบได้กับ “สิ่งที่มันอ้างอิง” ของอนุพันธ์ฉบับนั้นๆ นั่นเอง

 จะเห็น ได้ว่าราคาของใบจองรถที่ยังไม่หมดอายุจะมากหรือจะน้อยเท่าใดขึ้นกับว่าใบจองนั้นเป็นใบจองสําหรับรถยนต์ยี่ห้ออะไร รุ่นอะไร คนนิยมกันมาก แค่ไหน ถ้าเป็นรุ่น ยอดนิยมราคาใบจองก็อาจจะสูงมาก แต่ถ้าเป็นรุ่นที่ไม่นิยมคนไม่ต้องการ คนที่ซื้อใบจองมาตอนแรกถ้าเปลี่ยนใจไม่อยากซื้อรถแล้ว ต้องการขาย ใบจองก็อาจขายไม่ออก หรือต้องขายในราคาต่ำมากๆ จึงจะมีคนยอมซื้อ ซึ่งจะเห็นได้ว่าค่าของใบจองรถ ที่อุปมาเป็นอนุพันธ์ จะไม่มีมูลค่าในตัวเอง แต่คุณค่าของ อนุพันธ์จะอยู่ที่ “สินทรัพย์อ้างอิง”การซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ ก็เปรียบเสมือนการนำใบจองรถมาซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาด ราคาของใบจองจึงเพิ่มลดเปลี่ยนแปลง ตามอุปสงค์และ อุปทานในตลาด ผู้ที่ซื้อใบจองมาก็หวังว่าจะขายได้ในราคาสูงขึ้น ซึ่งการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์จะเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถ "ขายก่อนซื้อ" หรือ "ซื้อก่อนขาย" ก็ได้ จึงทำให้เกิดโอกาสทำกำไรในสองขา เช่นจากตัวอย่างข้างต้น หากผู้ลงทุนคาดว่าราคาใบจองจะสูงขึ้น ก็สามารถเข้ามาซื้อ และรอขายทำกำไรใน อนาคต แต่หาก ผู้ลงทุนคาดว่าราคาใบจองจะต่ำลง ก็สามารถเข้ามา "ขาย" ก่อนได้เลย และรอ "ซื้อ" เพื่อทำกำไรในภายหลัง

 นอกจากนี้ ตราสารอนุพันธ์ยังมีจุดเด่นที่ใช้เงินลงทุนน้อย ผู้ลงทุนมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง จากตัวอย่างใบจองรถข้างต้นจะเห็นว่าคนที่ซื้อใบจองรถมา ตอนแรก แล้วนำใบจองรถไปขายต่อ ใช้เงินทุนน้อยมาก เมื่อเทียบกับเงินที่ต้องใช้ซื้อรถจริงๆ เพื่อรอนำไปขายต่อทำกำไรอย่างไรก็ตาม แม้ว่าการซื้อขายใบจองรถจะมี ลักษณะคล้ายกับการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ แต่ก็เป็นเพียงการยกตัวอย่างเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากตราสารอนุพันธ์มีหลายประเภท วิธีการซื้อ ขายตลอดจนกำไรและขาดทุนของผู้ซื้อและผู้ขาย จึงขึ้นอยู่กับประเภทของอนุพันธ์นั้นๆ

ประเภทของสินค้าที่ซื้อขายในตลาดอนุพันธ์
โดยหลักๆ แล้วตราสารอนุพันธ์ที่ซื้อขายกันในตลาดเงินทั่วโลก สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกัน ได้แก่
1. ฟิวเจอร์ส (FUTURES)
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ซื้อขายผ่านตลาดอนุพันธ์ที่มีการจัดตั้งอย่าง
เป็นทางการ เมื่อถึงเวลาที่กำหนดผู้ซื้อและผู้ขายมีพันธะต้องซื้อขายกัน
ตามที่ตกลงในสัญญา
2. ออปชั่น (OPTIONS)
สัญญาสิทธิ ผู้ขายมีภาระต้องปฎิบัติตามพันธะในสัญญา ในขณะที่ผู้
ซื้อมีสิทธิ จะเลือกใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้
3. ฟอร์เวิร์ด (FORWARD)
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าคล้ายกับฟิวเจอร์ส แต่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงซื้อ
ขายกันนอกตลาดที่มีการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ
4. สวอป (SWAP)
ข้อตกลงระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป ในการแลกเปลี่ยนกระแสเงิน
สดในอนาคต

ทั้งนี้ ในปัจจุบันตราสารอนุพันธ์ที่ซื้อขายใน บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TFEX) มีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน คือ สัญญาฟิวเจอร์ส (FUTURES) และสัญญาออปชั่น (OPTIONS) โดยประกอบด้วย
SET50 Index Futures เริ่มซื้อขายเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2549
SET50 Index Options เริ่มซื้อขายเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2550

ที่มา : TFEX

ลิ๊งค์สำหรับเฟสบุ๊ค :
The Gold War Phase II...by Jimmy Siri บน Facebook
http://www.facebook.com/home.php?sk=group_170408246326805&ap=1

วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

พวกเขาเป็นใครในยุคโบราณ???.......3/3 ( Retouch )

โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์จากการขุดค้นพบจากที่ต่างๆ จากพระคัมภีร์ไบเบิล และเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดหายไปจาก Dead Sea Scroll หรือม้วนหนังสือโบราณที่มีการค้นพบเพิ่มเติมตามถ้ำต่างๆ ในยุคต่อๆ มา หรือในประวัติศาสตร์ช่วงหลังของมนุษย์ เช่น The Book of Enoch หรือพระธรรมเอโนค ซึ่งจะเป็นเนื้อหาหลักของเรื่องนี้โดยตรง และหนังสือเล่มนี้แหละครับคือรอยต่อ หรือ "จิ๊กซอที่ขาดหายไป" ระหว่าง หนังสือเล่มแรกในพระคัมภีร์คือ "ปฐมกาล" กับหนังสือ "อพยพ" ซึ่งก็คือเล่มที่ 2  เรื่องเผ่าพันธุ์คนยักษ์พอจะสรุปได้พอสังเขปดังนี้ครับ


หลังจากที่พระเจ้าสร้างสรรพสิ่งต่างๆแล้ว พระองค์ก็สร้าง Angel ( หรือทูตสวรรค์ หรือคนไทยจะเรียกว่าเทวดา ) ไว้เป็นฟันเฟืองหรือมือทำงานไว้เพื่อตรวจตรา ( The Watcher )และควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ของโลกให้เป็นไปตามที่พระองค์ต้องการ โดย Angel เหล่านี้จะมีบุคคลิก ลักษณะและความสามารถที่แตกต่างกันไปครับ เช่นบางตนชำนาญในเรื่องการสงคราม ซึ่งได้กลายมาเป็นตำนานเทพแห่งสงครามของกรีกในสมัยนั้น บางตนจะชำนาญในเรื่องดิน ฟ้า อากาศ บางตนชำนาญในเรื่องเทคโนโลยีการสร้างสิ่งต่างๆ แม้กระทั่งอาวุธที่ใช้ในการสงครามครับ

และอีกหลายๆ ตนในเรื่องการใช้แร่ธาตุ การตัดแต่งพันธุกรรม ความสวยงามต่างๆ เวทมนต์คาถา การทำยาและสมุนไพรต่างๆ จิตวิทยา ดาราศาสตร์ ศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ก็คือฟันเฟืองหรือกลไกการทำงานทุกอย่างที่เราเห็นในโลกมนุษย์ใบนี้แหละครับ แต่องค์ความรู้เหล่านี้ไม่มีในโลกมนุษย์เรา หรือไม่ได้มีไว้สำหรับมนุษย์ที่ทรงสร้างไว้แล้วนั่นก็เพราะทุกอย่างในโลกสมบูรณ์แบบในตัวของมันเองตามการทรงสร้างแล้วนั่นเอง และโดยวิทยาศาตร์ซึ่งปฏิเสธสิ่งเหล่านี้อย่างสิ้นเชิงเพราะหาคำอธิบายไม่ได้ทั้งหมด จึงเหมารวมทุกอย่างแล้วเรียกสิ่งนี้ว่า "ธรรมชาติ" เพราะถ้าไม่เรียกสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นธรรมชาติ หรือสร้างโดยธรรมชาติหรือเป็นเรื่องของวิวัฒนาการ
(Evolution)ขึ้นมาเอง นั่นก็คือต้องยอมรับการมีอยู่จริงของพระเจ้าหรือพระผู้สร้างสรรพสิ่งต่างๆ หรือไม่แล้ววิทยาศาสตร์จะครองโลกได้อย่างไร

ดังนั้น "วิทยาศาสตร์" ก็คือ ความพยายามศึกษาและถอดรหัสระบบการทำงานเหล่านี้ที่พระเจ้าสร้างขึ้น ด้วยการควบคุมกลไกเหล่านั้น แล้วต่อยอดออกมากลายเป็นสิ่งใหม่ที่เรียกว่า "เทคโนโลยี" นั่นเอง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมองค์ความรู้เหล่านี้ไม่ออกมาทีเดียวพร้อมกันทั้งหมด นั่นก็เพราะมีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นเท่านั้นที่นักวิทยาศาสตร์ไปถึงหรือยังอธิบายไม่ได้ทั้งหมดไงครับ จึงก่อให้เกิดการค้นคว้า ทดลอง วิจัย พัฒนา สิ่งที่เค้าเรียกว่าธรรมชาติ เช่นการศึกษาแมลง พืช สัตว์ หรือร่างกายของมนุษย์ เพื่อให้เข้าใจระบบการทำงานเหล่านั้น หรือก็คือพยายามทำความเข้าใจ หรือค้นหากุญแจของระบบ ที่จะอธิบายและควบคุมสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่บนโลกอยู่ก่อนแล้ว นำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ในที่สุด 

เพราะฉะนั้น อาจจะเป็นความเข้าใจผิดที่ว่า วิทยาศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์คือผู้สร้างสิ่งต่างๆ แต่น่าจะเป็นว่า วิทยาศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์คือผู้ที่พยายามทำความเข้าใจ อธิบาย ควบคุม ดัดแปลง และพัฒนาสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ก่อนแล้วมากกว่าครับ ข้อพิสูจน์ก็คือ จวบจนกระทั่งยุคนี้ ก็ยังมีสิ่งสารพัดที่ยังไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่จะเข้าใจปรากฏการณ์เหล่านั้น เช่นโรคบางโรคที่ไม่มีทางรักษา เรื่องของดินฟ้าอากาศต่างๆ ฤดูกาล สรรพชีวิตหรือ Life Form จำนวนมากมายมหาศาล ที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของ วิทยาศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ หรือนอกเหนือการควบคุมของมนุษย์  

แล้ว Angel ทั้งหมดมีเป็นพันเป็นหมื่นครับ ที่พระเจ้าทรงสร้างและตั้งท่านไว้เพื่องานของพระองค์ ซึ่งท่านเหล่านี้ก็เรียกได้ว่าเป็นลูกของพระเจ้าหรือ Sons of God ดังที่คำคำนี้ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์นั่นเอง และกลายเป็นตำนานเทวดา นางฟ้า เทพเจ้า เทพผู้ครองต่างๆ ตามความเชื่อของมนุษย์ในอริยธรรมต่อๆ มา
 
Angel ที่พระเจ้าสร้างขึ้นจะแบ่งเป็นระดับชั้นอย่างง่ายได้ 2 ระดับคือ

Seraphim เซราฟริม คือ Angel ชั้นสูงสุดเป็นมือทำงานที่ใกล้ชิดกับพระเจ้าที่สุด

According to Christian angelology, the seraphim are the highest order of angels, serving as the caretakers of God's throne and continuously singing his praises (seraphim, שרפים is the plural of seraph, שרפ). Prior to his fall from grace, Lucifer was counted among the seraphim, outshining all others. Seraphim are often depicted as 6 wings radiating from a center either concealing a body or without a body.

Cherubim เชรูบิม คือ Angel ที่ทำงานเฉพาะด้านหรือเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่ง
Cherubim are mentioned several times in the Tanakh, or Old Testament, and are alluded to in the Book of Revelation. They are described as angelic creatures and in medieval Catholic theology are considered to be a certain rank of angels - one of the highest ranks, along with seraphim.

Cherubims is an order of angels among angels, archangels, principalities, powers, virtues, dominions, thrones, cherubim, and seraphim.

Descriptions in the Bible vary, but in general all describe cherubim as winged creatures combining human and animal features. In the book of Genesis cherubim are described as guarding the way to the Tree of Life armed with flaming swords (Gen 3:24). The book of Exodus states that cherubim are depicted in the Israelites' tabernacle. Cherubim are said to have been embroidered on the curtains of the tabernacle (Ex 26:1), and two sculpted cherubim are described as standing on the cover of the Ark of the covenant facing each other (Ex 25:18). The Ark of the covenant stood in the Holy of Holies, where the glory of God was said to reside; for this reason God is referred to in the Tanach as "God who dwells between the cherubim". Cherub (כרוב) is a Hebrew word; its plural is cherubim (כרובים). In English it has become a synonym for angel. Because some English speakers are unfamiliar with Hebrew plural formation, the word cherubims is sometimes used as a plural, for example in the King James Bible. The etymology of the word cherub is very doubtful. Some scholars connect it with the Babylonian word karabu, meaning to be propitious or blessed. Others connect it with kirabu, the name of an Assyrian winged-bull god. Some scholars have also suggested tentatively that the Greek word gryphon might be derived from cherub

 

เพราะฉะนั้นท่านจึงส่ง Angel เหล่านี้ลงมายังโลกมนุษย์เพื่อตรวจตราดูแลในเรื่องต่างครับ หนึ่งในนั้นคือ เซมยาซ่า Semyaza ( Son of God ) ซึ่งเปรียบเสมือนมือขวาของพระเจ้านั่นเอง และโดยตำแหน่งเค้าก็คือ " The Watcher " หรือจะแปลได้ว่าคือผู้ตรวจตรานั่นเองครับ แต่ในที่สุดก็มี Angel ถึง 200 ตนที่คิดก่อการกบฎขึ้นโดยการนำของ Semyaza นั่นเอง โดยเนื้อหาในตอนนี้บางส่วนถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในหนังสือเอโนค ( The Book of Enoch )

เราลองมาดูใน The Great Seal หรือตราสัญลักษณ์ที่อยู่บนธนบัตรดอลล่ากันครับ และดวงตาที่อยู่บนยอดปิระมิดหรือที่เรียกกันว่า "All Seeing Eye" หรือดวงตาที่กำลังจ้องมองดูเราอยู่ ซึ่งความหมายที่แท้จริงที่น้อยคนจะรู้ก็คือสื่อถึง "The Watcher" หรือทูตสวรรค์ที่พระเจ้าส่งลงมาตรวจตราโลกใบนี้นั่นเองครับ.......ชัดเจนนะครับ


แต่ทูตสวรรค์เหล่านี้ลงมาทำอะไร คำตอบอยู่ข้างล่างสุดคือ "NOVUS ORDO SECLORUM" ซึ่งเป็นภาษละตินแปลความหมายได้คือ

NOVUS = NEW
ORDO = ORDER
SECLORUM = GLOBAL
ซึ่งก็คือ New Global Order หรือ New World Order นั่นเอง


ย้อนกลับไปในสมัยของอาณาจักรอิยิปต์ ซึ่งก็มี RA ครับ หรือเทพเจ้าราห์ เป็นเทพสูงสุด ซึ่งก็ยังคงมีรากฐานมาจาก "The Watcher" หรือทูตสวรรค์ที่พระเจ้าส่งลงมาตรวจตราโลกใบนี้อีกนั่นเองครับ.......ชัดเจนนะครับ



การปฏิวัติเกิดขึ้นโดยมีหลักคิดที่ว่า The Watcher หรือพวกเค้าแต่ละตนก็มีความสามารถและสิทธิอำนาจมากมายขนาดนั้น ทำไมพวกเค้าเป็นได้แค่นั่นหรือ คือแค่ทำตามคำสั่งและคอยทำงานที่ได้รับมอบหมายเท่านั้นหรือ ถ้าเค้ารวมตัวกันแล้วเค้าก็เป็นเช่นพระเจ้าได้ ด้วยเหตุนี้เองจึงนำไปสู่ "การปฏิวัติ" ครั้งแรกสุดหลังการทรงสร้าง 
 

และต่อไปนี้คือรายชื่อของ Angel ทั้ง 200 ตนที่ทำการปฏิวัติในครั้งนั้น ให้สังเกตุว่าในนี้จะมี Semyaza,  Lucifer, Baal, Phoenix และ Satan รวมอยู่ด้วยครับ แล้วด้านหลังชื่อจะเป็นหน้าที่หรือความสามารถที่ท่านทั้งหลายได้รับการทรงสร้างหรือได้รับมอบหมายไว้จากพระผู้สร้าง

Abaddon - fallen angel of death whose name means "to destroy." ( ที่มาของเทพแห่งการทำลายล้าง ศิวะเทพ และปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล วิวรณ์ 9:11 )
Abezethibou - one-winged Red Sea fallen angel.
Allocen - fallen angel who is a duke in hell.
Amduscias - name of the fallen angel who appears as a unicorn. ( ที่มาของม้ายูนิคอห์น ในเทพนิยายต่างๆ )
Amon - fallen angel who is a strong marquis over 40 legions.
Amy - name of a fallen angel who is a president in hell.
Andras - fallen angel marquis and appears raven-headed.
Andrealphus - fallen angel who can transform humans into birds.
Andromalius - fallen angel who appears as a man holding a serpent.
Apollyon - fallen angel of death; same as Abaddon. (ที่มาของชื่ออพอลโล่ที่ปรากฏตามที่ต่างๆ เทพอพอลโล่ ยานอพอลโล่ และในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล วิวรณ์ 9:11 )
Armaros - fallen angel who teaches the "resolving of enchantments."
Asmoday - fallen angel king with three heads: a bull, a ram, and a man.
Asmodeus - one of the most evil of fallen angels, being an archdemon.
Astaroth - fallen angel who is a grand duke in hell.
Azael - evil, fallen angel who cohabited with women.
Azazel - fallen angel whose name means "God strengthens."
Azza - fallen angel whose name means "the strong."
 
Baal - fallen angel whose name means "the lord." (พระบาอัลที่กล่าวถึงอย่างมากมายในพระคัมภีร์)
Balam - fallen angel who looks like Asmoday with a serpent tail.
Balberith - fallen angel who is a grand pontiff in hell.
Baraqijal - fallen angel who teaches astrology.
Barbatos - fallen angel who is a great count, earl and duke of hell.
Bathin - pale horse riding fallen angel. ( อัศวินผู้ขี่ม้าตัวสุดท้ายหรือตัวที่ 4 จากม้า 4 ตัวในหนังสือวิวรณ์ )
Beelzebub - fallen angel known as the "prince of demons."
Behemoth - fallen angel who is the "demon of the deep."
Beleth - fallen angel who is a terrible king over 85 legions.
Belial - deceptively beautiful fallen angel whose name means "without worth."
Belphegor - fallen angel whose name means "lord of opening."
Berith - fallen angel...
Bernael - fallen angel of darkness and evil.
Bifrons - fallen angel that appears monstrous and teaches mathematical arts.
Botis - fallen angel who appears as a viper.
Buer - fallen angel who teaches philosophy, logic and ethics.
Bune - fallen angel who appears as a dragon with three heads.
Caim - fallen angel who appears as a thrush or man with a sword.
Dantanian - fallen angel who appears as a man with many faces.
Decarabia - fallen angel who appears as a star in a pentacle.
Eligor - fallen angel who appears as a good knight with lance.
Enepsigos - fallen angel who appears in the shape of woman.
Flauros - fallen angel who appears as a leopard.
Focalor - fallen angel who appears as a man with griffin wings.
Forcas - fallen angel who teaches logic and ethics.
Forneus - fallen angel marquis who appears as a sea monster.
Furcas - fallen angel who appears as a cruel man with long beard.
Furfur - fallen angel who appears as a hart with a fiery tail.
Gaap - fallen angel who appears as a man with bat wings.
Gadreel - fallen angel whose name means "God is my helper."
Gamygyn - fallen angel who appears as a small horse.
Glasyalabolas - fallen angel who appears as a winged dog.
Gomory - fallen angel who appears as a camel riding woman of beauty.
Gusion - fallen angel who can discern the past, present or future.
Hagenti - fallen angel who appears as a bull with griffin wings.
Halpas - fallen angel who appears as a stork.
Imamiah - fallen angel who governs voyages.
Ipos - fallen angel who appears as an angel with a lion's head.
Kokabiel - fallen angel whose name means "star of God."
Kunopegos - fallen angel who appears as a sea horse and sinks ships.
Lahash - fallen angel who interferes with divine will.
Lerajie - fallen angel who appears as an archer in green.
Leviathon - fallen angel associated with the deep seas. ( อสูรร้ายลิเวียธาน ที่กล่าวถึงในพระคัมภีร์ )
Lillith - fallen female angel who searches for children to kidnap or kill. ( ภรรยาคนแรกของอาดัม ที่กลายเป็นอสูรร้ายในภายหลัง )
Lix Tetrax - fallen angel of the wind.
Lucifer - actually a Babylonian king whose name means "bearer of light." ( ลูซิเฟอร์ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ก่อการในครั้งนั้น )

Malpas - fallen angel who appears as a crow.
Marbas - fallen angel who appears as a lion.
Marchosias - fallen angel who appears as a she-wolf with griffin wings.
Mastema - fallen angel whose name means "hostility."
Mephistopheles - fallen angel; name means "he who loves not the light."
Morax - fallen angel who appears as a bull.
Naamah - fallen angel of prostitution whose name means "pleasing."
Naberius - fallen angel who appears as a crowing cock.
Obyzouth - fallen angel femal who kills newborns and cause still-births.
Onoskelis - female fallen angel who lives in caves and perverts men.
Orias - fallen angel who appears as a lion with serpent's tail.
Ornias - fallen angel who is annoying and can shape-shift.
Orobas - fallen angel who appears as a horse.
Ose - fallen angel who appears as a leopard and is a president in hell.
Paimon - fallen angel who appears as a crowned man on a camel.
Penemuel - fallen angel who corrupts mankind through writing.
Pharzuph - fallen angel of fornication and lust.
Phoenix - fallen angel who appears as a phoenix bird.
Procel - fallen angel who can speak of hidden and secret things.
Purah - fallen angel of forgetfulness and the conjuring of the dead.
Purson - fallen angel who appears as a lion-headed man on a bear.
Qemuel - fallen angel who was destroyed by God.
Rahab - fallen angel of pride whose name means "violence."
Raum - fallen angel who appears as a crow.
Ronobe - fallen angel who is a monster who teaches rhetoric and art.
Ruax - headache fallen angel.
Sabnack - fallen angel who appears as a soldier with lion's head.
Saleos - fallen angel who appears as a soldier on a crocodile.
Samael - evil fallen angel whose name means "the blind God."
Satan - christian fallen angel whose name means "adversary." ( ที่มาของซาตาน )
Seere - fallen angel who appears as a man on a winged horse.
Semyaza - fallen angel leader and one of the Sons of God. ( เซมยาซ่า ผู้นำการก่อกฏ )
Shax - fallen angel who appears as a stork; stealer of money.
Solas - fallen angel who appears as a raven and teaches astronomy.
Sorath - fallen angel to some whose number is 666.
Sytry - fallen angel; appears as a man with griffin wings and leopard head.
Uzza - fallen angel whose name means "strength."
Valac - fallen angel who appears as a small boy with wings on a dragon.
Valefor - fallen angel who appears as a many-headed lion.
Vapula - fallen angel who is skilled in handicrafts, science and philosophy.
Vassago - fallen angel who discovers all things lost or hidden.
Vepar - fallen angel who appears as a mermaid. ( ทีมาของเงือก )
Vine - fallen angel and appears as a lion sitting on a black horse.
Vual - fallen angel who appears as a huge camel.
Wormwood - fallen angel who brings plagues upon the Earth.
Xaphan - fallen angel who fires the fires of hell.
Zagan - fallen angel who can transform things; looks like a bull with wings.
Zepar - fallen angel who makes women love men. 


และสิ่งเหล่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความบาปทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ โดยในขณะที่ฑูตสวรรค์เหล่านี้ลงมายังโลกมนุษย์เพื่อทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ได้เกิดสิ่งนี้ขึ้นครับซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของมนุษย
ชาติทั้งมวลตั้งแต่นั้นมาคือ

ปฐมกาล บทที่ 6 ความชั่วของมนุษยชาติ

6:1 ต่อมาเมื่อมนุษย์เริ่มทวีมากขึ้นบนพื้นแผ่นดินโลก และพวกเขาให้กำเนิดบุตรสาวหลายคน
Wickedness of Man
6:1 And it came to pass, when men began to multiply on the face of the earth, and daughters were born unto them,


6:2 บุตรชายทั้งหลายของพระเจ้าเห็นว่าบุตรสาวทั้งหลายของมนุษย์สวยงาม และพวกเขารับเธอทั้งหลายไว้เป็นภรรยาตามชอบใจของพวกเขา
6:2 That the sons of God saw the daughters of men that they were fair; and they took them wives of all which they chose.

คำเตือนของพระเจ้าถึงการพิพากษา
6:3 พระเยโฮวาห์ตรัสว่า "วิญญาณของเราจะไม่วิงวอนกับมนุษย์ตลอดไป เพราะเขาเป็นแต่เนื้อหนัง อายุของเขาจะเพียงแค่ร้อยยี่สิบปี"

God's Warning of the Coming Judgment
6:3 And the LORD said, My spirit shall not always strive with man, for that he also is flesh: yet his days shall be an hundred and twenty years.

6:4 ในคราวนั้นมีพวกมนุษย์ยักษ์บนแผ่นดินโลก แล้วภายหลังเมื่อบุตรชายทั้งหลายของพระเจ้าเข้าหาบุตรสาวทั้งหลายของมนุษย์ และเธอทั้งหลายคลอดบุตรให้แก่พวกเขา บุตรเหล่านั้นเป็นคนมีอำนาจมาก ตั้งแต่สมัยโบราณเป็นคนมีชื่อเสียง
6:4 There were giants in the earth in those days; and also after that, when the sons of God came in unto the daughters of men, and they bare children to them, the same became mighty men which were of old, men of renown.


จากพระธรรมเอโนค 7:2:11

Note: หนังสือที่ถูกตัดออกจากการเป็นพระคัมภีร์เมื่อประมาณช่วงศตวรรษที่ 2 โดยรีบบีชื่อ Simeon ben Jochai เพราะซาตานไม่ต้องการเปิดเผยเรื่องราวของมัน มันมักแอบทำอะไรแบบลับๆล่อเสมอ เช่น พฤติกรรมของบรรดาสมาชิกของสมาคมลับต่างๆที่บูชาซาตานนั่นเอง


"....2. เหล่าฑูตสวรรค์ มองดูพวกนาง จึงเกิดความลุ่มหลงในพวกนาง และกล่าวแก่กันและกัน: 'มา ให้พวกเราเลือกบุตรหญิงในหมู่มนุษย์มาเป็นภริยา และ.ให้กำเนิดลูกของเรากันเถิด'
3. และ Samyaza ที่เป็นผู้นำของพวกเขากล่าวแก่พวกเขาว่า: 'ฉันกลัวพวกเจ้าจะไม่เต็มใจที่จะกระทำการเช่นนี้
4. และฉันคนเดียวจะต้องถูกลงโทษในความผิดอันใหญ่หลวง.'
5. และพวกเขาทั้งหมดตอบเขาและกล่าวว่า'เราทั้งหมดสาบาน
6. และผูกมัดตัวเองโดยทั้งสองฝ่ายโดยกระทำการอันชั่วช้าร่วมกัน ไม่ละทิ้งแผนนี้แต่ให้ทำสิ่งนี้. '
7. แล้วพวกเขาทั้งหมดสาบานและผูกพันด้วยตนเองโดยทั้งสองฝ่าย กระทำการอันชั่วช้าร่วมกัน พวกเขาทั้งหมดมีจำนวนสองร้อย ผู้ที่ได้ลงมาสู่อาร์ดีส ที่อยู่บนยอดเขาอาร์โมน (เฮอร์โมน)
8. และพวกเขาจะเรียกภูเขาอาร์โมน(เฮอร์โมน) เนื่องจากพวกเขาได้สาบานและผูกพันด้วยตนเองโดยทั้งสองฝ่ายที่นั่น
9. และเหล่านี้คือชื่อของผู้นำ: Samyaza ผู้นำของพวกเขา, Urakabarameel, Akibeel, Tamiel, Ranuel, Danel, Azkeel, Saraknyal, Asael, Armers, Batraal, Anane, Zavebel, Samsaveel, Ertael, Turel, Yomyael, Arayal. ทั้งหมดมีครบถ้วนในจำนวนสองร้อย
10. พวกเขาก็ได้เลือกภริยาสำหรับตนเอง และพวกเขาได้เริ่มเข้าหาพวกเธอ หา และพวกเขาก็สอนวิชาหมอผี เวทมนต์คาถา การปลุกเสก รวมทั้งวิชาการทำลายล้าง(การทำสงครามในปัจจุบัน-ผู้เรียบเรียง) ให้กับภริยาที่พวกเขาอยู่ร่วมนั้น
11. และพวกผู้หญิงก็ตั้งครรภ์ และคลอดบุตรเป็นมนุษย์ร่างยักษ์
12. แต่ละคนมีรูปร่างสูง 300 ศอก คนยักษ์เหล่านี้กินอาหารทั้งหมดของมนุษย์ที่มีอย่างตะกละตะกลาม จนกระทั่งมนุษย์ไม่สามารถเลี้ยงพวกเขาได้
13. แล้วพวกมันจึงต่อสู้กับมนุษย์ เพื่อจะได้มากินมนุษย์.
14. และพวกเขาเริ่มทำร้ายนก สัตว์ สัตว์เลื้อยคลาน และปลา แล้วก็ฆ่ากันเอง " 

ดังที่มีการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์เล่มแรกสุด คือปฐมกาล ในบทที่ 6 เมื่อฑูตสวรรค์เหล่านั้นกลับลงมาฉุดคร่าบุตรสาวของมนุษย์ ไว้เพื่อเป็นภรรยาของตน แล้วได้ถ่ายทอดวิทยาการ วิชาความรู้ในด้านต่างๆ นับร้อยชนิด ให้กับมนุษย์ ไม่เพียงเท่านั้นยังให้กำเนิดบุตรที่เป็นมนุษย์พันธุ์ผสม ( Hybrid ) ที่มีขนาดรูปร่างใหญ่โต แข็งแรง เต็มไปด้วยสติปัญญาและความสามารถ และขยายเผ่าพันธุ์ไปทั่วพื้นภิภพ โดยความได้เปรียบเหล่านี้จึงขึ้นปกครองชนชาติต่างๆ  ( หัวเมืองที่เต็มไปด้วยคนยักษ์ที่กระจายอยู่ในพระคัมภีร์หลายๆ ตอน ) ด้วยลักษณะทางกายภาพและสติปัญญาที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป  


ซึ่งตรงจุดนี้ได้เกิดข้อสงสัยมากมายว่าทำไมในบางช่วงบางตอนของพระคัมภร์ พระเจ้าทรงตรัสสั่งให้ชนชาติอิสราเอลกำจัดคนกลุ่มนี้ให้หมดไปอย่างสิ้นซาก นั่นก็เพราะต้นกำเนิดของคนยักษ์เหล่านี้ก็คือ "ความบาปผิด" นั่นเองครับ ไม่ใช่พระเจ้าทรงไม่เมตตาหรือโหดเหี้ยมแต่ประการใด แต่ในทางกลับกันมนุษย์ยักษ์เหล่านี้กลับใช้กำลังและสิ่งต่างๆที่เหนือกว่าปกครองมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น ฆ่าฟัน ทำร้าย แย่งชิงแหล่งอาหาร จนในที่สุดกัดกินมนุษย์เป็นอาหาร และในที่สุดเผ่าพันธุ์เหล่านี้ก็ได้แพร่กระจายย้ายถิ่นฐานไปทั่วทุกมุมโลก ด้วยวิชาการ สติปัญญา ความรู้ความสามารถที่ถ่ายทอดและติดตัวมาจากผู้ให้กำเนิด ซึ่งก็คือ The Watcher หรือเหล่าฑูตสวรรค์นั่นเองครับ 
 
และสุดท้ายท่านเชื่อหรือไม่ว่าพวกเราที่กำลังนั่งอ่านบทความนี้อยู่หลายๆส่วน ก็สืบเชื้อสายมาจากเผ่าพันธุ์เหล่านั้นเช่นเดียวกัน มนุษย์จึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่เฉลียวฉลาดที่สุดและปกครองอยู่บนโลกใบนี้ตั้งแต่อดีตกาลนั่นเอง แต่ในส่วนลึกแล้ว นี่คือคำอธิบายว่าทำไมมนุษย์ทุกคนพร้อมที่ทำความบาปผิดอยู่ตลอดเวลา นั่นก็เพราะ "ความบาป" มันยังคงแฝงอยู่ในจิตวิญญาน สายเลือดและชาติกำเนิดของเราไงครับ 




ลิ๊งค์สำหรับเฟสบุ๊ค :
The Gold War Phase II...by Jimmy Siri บน Facebook
http://www.facebook.com/home.php?sk=group_170408246326805&ap=1