วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

จดหมายถึงคุณสดใส ( Mirror )

คุณสดใสครับ เนื่องจากผมติดที่จะต้องเดินทางอยู่เสมอๆ ครับ ติดต่อผ่านทางอีเมลล์น่าจะสะดวกกว่าเพราะเราไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาที่ต่าง กันครับ ตอนนี้ผมไม่ได้อยู่ในอเมริกาครับ มีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้ ฝากคำถามไว้ได้ครับเรื่องไหนที่ผมรู้มากพอผมจะตอบให้อย่างเต็มที่ครับ

ผมขอสรุปคร่าวๆ เอาที่นึกได้ก่อนนะครับ เอาเป็นว่าเราแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้ชีวิตที่นั่นกันครับ ครอบครัวผมส่วนนึงไปอยู่ที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซ็ท ตั้งแต่ปี 2520 หรือ 30 กว่าปีมาแล้ว ไปกันแล้ว 3 รุ่น ได้สัญชาติจนรุ่นหลานเกิดที่นั่นแล้วครับ รุ่นแรกๆที่ไปก็แต่งกับครอบครัวคนอเมริกันบ้าง เป็นลูกครึ่งไปก็มีแต่ส่วนตัวผมเองไม่เคยคิดอยากจะไป แต่ในที่สุดก็มีโอกาสที่ไปอยู่ที่นั่นมา 8 ปีครับ คือ 2001-2009

อย่ารับวัคซีนไข้หวัด 2009 แม้แต่ไข้หวัดตามฤดูกาลถ้าเลี่ยงได้เลี่ยงครับ ระวังเค้าจะจับเด็กๆฉีดที่โรงเรียน ต้องไปแจ้งเค้าไว้ว่าไม่ขอรับครับ ถ้าฉีดไปภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจะถูกทำลาย ทำให้ป่วยง่ายครับเรื่องนี้ผมกับบางคนในครอบครัวพิสูจน์มาแล้วมีทั้งฉีดและไม่ฉีด คนที่ฉีด(น้าสาว)ป่วยทีเป็นอาทิตย์ล้มหมอนหนอนเสื่อทั้งที่อยู่เมืองไทยไม่ เคยเป็นขนาดนี้ ให้คนที่ไม่ฉีด
(ผมนี่แหละครับ)พาไปหาหมอพาไปซื้อยาครับ

น้ำประปาในอเมริกาปนเปื้อนด้วยสารฟลูออไรด์ครับ ห้ามเปิดก๊อกกินสดๆ เด็ดขาด (อย่าไปเชื่อโฆษณาว่ากินได้) เพราะนี่เป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ นิ่วและโรคที่เกี่ยวกับหินปูนไปจับตามระบบต่างๆ ของร่างกายครับ ***ให้ต้มให้เดือดก่อนครับแล้วใส่ขวดเก็บไว้กิน ที่ขายเป็นแพ๊คก็อย่าวางใจครับ เพราะเราก็พิสูจน์ไม่ได้อย่าไปเสียเงินตรงนั้นครับ วิธีพิสูจน์คือเอาน้ำที่ต้มแล้วใส่ขวดครับ แล้วอีกขวดลองเอาที่เปิดจากก๊อกไม่ต้องต้มวางไว้ข้างๆกัน แล้วอีก 3-5 วันมาดูครับ จะเห็นครับว่าเกิดอะไรขึ้นกับขวดที่ไม่ต้ม ถ้าไม่ต้มเราก็กินมันเข้าไปหมดนั่นเลยครับ แล้วก็ป่วย หาหมอซื้อยาเข้าทางเค้าครับ เรื่องนี้สำคัญเพราะน้ำเป็นส่วนที่สำคัญของร่างกายครับ เรื่องฟลูออไรด์ในน้ำนี่เค้าประท้วงในระดับประเทศมาเป็น 10 ปี โดยคณะแพทย์และพยาบาลเองเลยครับ มีทั้งงานวิจัยและหลักฐาน ตั้งเป็นองค์กร สมาคม ชมรมสารพัด แต่มันก็จะใส่ครับบอกว่าห่วงเรื่องสุขภาพฟัน  แต่ข้างหลอดยาสีฟันบอกว่าห้ามกลืนกินยาสีฟันเด็ดขาดแม้แต่เท่าเม็ดถั่วเขียว เพราะมีส่วนประกอบของฟลูออไรด์ ถ้ากลืนเข้าไปต้องไปโรงพยาบาลทันที อ้าววววว แล้วเอาไปใส่ในน้ำทำไม แล้วบอกว่าดื่มได้อีกต่างหาก เมื่อก่อนที่ยังไม่รู้เรื่องนี้เปิดก๊อกซัดกันเอื๊อกๆๆๆ โดยเฉพาะแคลิฟอเนียมีการปนเปื้อนในอัตราที่สูงมากๆ ตารางตัวเลขเปอร์เซ็นการปนเปื้อนหรือเติมฟลูออไรด์ในน้ำนี้หาดูได้ง่ายมากใน เนตนี่แหละครับ

อย่าเก็บทรัพย์สินไว้ในอเมริกา โดยเฉพาะ Saving หรือเงินเก็บต่างๆ ถ้ามีญาตพี่น้อง(ที่เราไว้ใจ)อยู่เมืองไทยหรือว่าประเทศอื่น ให้นำออกไปเก็บไว้ที่นั่น แล้วซื้อเป็นทองคำดีที่สุดครับ เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจโลกตอนนี้จะทำให้เงินกระดาษเสื่อมค่าลงในอัตราที่ เร็วมาก โดยเฉพาะเงินดอลล่าสหรัฐอันตรายครับ(มันปั๊มเหมือนถ่ายเอกสารเลย)แล้วจะชิ่ง หรือส่งผลกระทบไปที่เงินสกุลอื่นๆ มากบ้างน้อยบ้างตามความแข็งแกร่งของเงินสกุลนั้นๆ ถ้าอยู่ในอเมริกาให้เก็บไว้เฉพาะเงินหมุนเวียนใช้จ่ายในครอบครับหรือธุรกิจ เพียง 3-6 เดือน หรือตามความจำเป็นเท่านั้นครับ แล้วทำตัวให้เบาที่สุดคือถ้าเมื่อไหร่ที่้เกิดการ Crack หรือรัฐบาลกลางประกาศว่าไม่ไหวแล้ว (อย่าคิดว่าจะไม่เกิดครับ แต่จะเมื่อไหร่เท่านั้นเอง มีความเป็นไปได้ที่ 1.5-3 ปีนี้ ***ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดครับ อย่าคิดว่าไกลตัวครับ*** เพราะภาษีที่จัดเก็บ ลดลง 5%-18% ในรัฐต่างๆ และดูได้จากงบประมาณรายจ่ายที่ติดลบใน 40 กว่ารัฐ รุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไปครับ มีอย่างน้อย 10 รัฐที่ล้มละลายในทางบัญชีหรือตัวเลขไปแล้ว แล้วเค้าเอาเงินจากไหนมาโป๊ะ จากรัฐบาลกลางครับ ทั้ง FDIC หรือกองทุนค้ำประกันเงินฝากก็หมดครับไปขอรัฐบาลกลางอีก แต่จะทำไปได้นานขนาดไหน เพราะตัว Federal หรือ รัฐบาลกลางเองก็จะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว และทางตัวเลขก็ล้มไปแล้วอีกเหมือนกันครับ -12 Trillion เพียงแต่เค้าปั๊มเงินได้ไงครับ ก็ปั๊มมันเข้าไป เปิดเผยบ้างไม่เปิดเผยบ้าง)

แล้วเมื่อไหร่ที่เราต้องออกจากประเทศแบบฉุกเฉินจะได้ไม่เสียดายครับ ถ้ามีอะไรที่จะต้องเสียดายก็หมายความว่าสิ่งนั้นควรจะไปรอเราในที่ที่เรา เตรียมไว้ครับ ผมแนะนำว่า "เตรียมทางหนีทีไล่ไว้นอกอเมริกาครับ" .......ถ้ามันดีขึ้นจริงในอีก 3-5 ปีข้างหน้าเราก็ดีไป ทยอยโอนทรัพย์สินกลับไป แต่ถ้า "โครม" เราก็รอดครับ แต่ระวังการปิดเกมส์แบบไม่คาดฝันด้วยการก่อสงครามใหญ่เพื่อล้มกระดานครับ ......เรื่องสงครามใหญ่นี่เป็นส่วนนึงของแผนการครับ จะเมื่อไหร่ผมก็คงตอบไม่ได้ครับ เพราะเค้าไม่ได้อยู่นิ่งๆ ให้เราอ่านครับและปรับแผนอยู่ตลอด ผมหวังว่าคงอีกนานหรือไม่เกิดครับ แต่เท่าที่ดูปัจจัยทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว ทั้งอิหร่าน เกาหลีเหนือ เศรษกิจโลก *****ไม่อยากให้กังวลนะครับ แต่ก็ไม่อยากให้ทิ้งประเด็นนี้

สรุปก็คือ.......
"เตรียมทางหนีทีไล่ไว้นอกอเมริกาครับ" แล้วติดตามข่าวสารของจริงที่รายงานความเป็นจริง หรือลองดูรัสเซียทีวี Russia TV (RT) หรืออัลจาซีราห์ (Aljazeraa) เรากำลังอยู่ในช่วงรอยต่อของประวัติศาสตร์ครับ ถ้าไม่เตรียมหรือระวังเลย สิ่งที่คุณทำมาหาเก็บกันมาเป็น 10-20 ปี จะสูญเปล่าครับ แล้วกลับมาลำบากที่เมืองไทยต่ออีกเพราะไม่ได้วางอะไรรองรับไว้เลย  

1.ถ้าจะดูเศรษฐกิจอเมริกาอย่าดูตลาดหุ้น มีแต่ตัวเลขครับกำไรไม่มี มีกำไรไม่กี่บริษัทที่ได้เงินช่วยเหลือหรือ Bail out นั่นแหละครับ เพื่อจะผันกำไรออกไปเป็นโบนัสผู้บริหาร ถามว่าคุณเคยเห็นข่าวบริษัทไหนประกาศผลกำไรนอกจากบริษัทที่รับเงินช่วยเหลือ ไม๊ครับ แล้วมีข่าวอะไรต่อ...การจ่ายโบนัสครับ เอากันอย่างนี้เลย เอาเป็นว่าให้ดูอัตราการว่างงาน การล้มละลาย (Bankrupcy Filing) และ การฟ้องยึดบ้านและอสังหาริมทรัพย์ (Forclosure) เป็นหลัก โดยเฉพาะตัวเลขการว่างงานจริงอยู่ที่ 17-22 % ในแต่ละรัฐ ไม่ใช่ 10% กว่าๆ ครับ ถ้าเค้าพูดความจริงวันนี้อเมริกาคงเละไปแล้วครับ

2.การดูข่าวสารในอเมริกา อย่าดูทางโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์เป็นหลัก ให้เชคข่าวทางอินเตอร์เนตครับ

3.ถ้ากำลังไฟล์เรื่องการขอสัญชาติ ก็ทำไปตามขั้นตอนครับ แต่อย่าไปอัดเงินหรือลงทุนอะไรในเรื่องนี้มากเกินไป เพราะเงินตรงนี้อาจจะสูญเปล่าครับ แม้แต่ใบเขียวหรือซิติเซ่นที่อาจจะได้มาก็ตาม ค่อยๆทำตามขั้นตอนตามกฏหมายเค้าไปครับ

อ่านแล้วทุกอย่างดูรุนแรงนะครับ โดยเฉพาะใครที่ไม่ค่อยติดตามหรือหรือรับรู้เรื่องเหล่านี้มาก่อน ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เปิดเผยครับ คุณสามารถค้นหาและต่อยอดเองได้ตามสื่อตามข่าวสารต่างๆ แต่การที่เราอยู่ในอเมริกา สิ่งนี้มันเป็นปัญหาครับ "คือการค้นหาความจริง" เพราะสื่อต่างๆมันปิดหูปิดตาเราครับ แบบมิดเลย!!! มีแต่เงินดอลล์ บัตรเครดิต เพลง หนัง ดารา เซ็กส์ กีฬา ไอพ๊อด เกมส์เสมือนจริง เทคโนโลยี ทีวีจอแบน รถ SUV การพนัน ยาเสพติดและการบริโภคที่เกินตัว มันหลอมขึ้นมาเป็นสังคมอเมริกันโดยรวมวันนี้ที่ใกล้จะ "สิ้นสลาย" เต็มทีครับ เราคนไทยหรือคนจากประเทศที่ด้อยกว่าเค้าไปอยู่ที่นั่นแล้วเห็นสิ่งเหล่านี้ แล้วตาโต "ใจแตกครับ" ยิ่งเป็นพวกพี่แหม็ก (แม็กซิกัน) ซึ่งมองชีวิตที่เต็มไปด้วยวัตถุและของเล่นเหล่านี้กลายเป็นสวรรค์ไปเลย นึกว่าอยู่บนสวรรค์แล้วครับจนไม่มีใครอยากกลับประเทศ เพราะมีในสิ่งที่ไม่เคยมี ได้ในสิ่งที่ไม่เคยได้ อยู่ประเทศตัวเองซื้อรถยังลำบากแต่ไปอเมริกาซื้อรถได้ 2-3 คัน เลยลึกเลยครับ ดำดิ่งลงไป นึกว่าเอาละเราได้ชีวิตที่ดีกว่าแล้วที่นี่!!! นี่แหละคือชีวิตเรา!!!

ส่วนหนึ่งเพราะโอกาสมันเปิดครับ (สภาพคล่อง "เกลื่อน" และดอกเบี้ยต่ำ คือหลุมที่ FED ขุดดักไว้) เป็นแรงผลักดัน ทำกัน 2-3 จ๊อบ ให้ทำอะไรก็ทำ หนัก ลำบากและเสี่ยงขนาดไหนก็สู้ ยอมทำขนาดนั้น "ก็ต้องได้สิครับ" และมีในที่สุดก็เข้าวงจรแบบอเมริกันที่ติดกับและหลุดเข้าไปอยู่ในหลุมพราง ที่เค้าวางไว้ครับ  อีกส่วนนึงคิดว่าโอ กว่าจะดิ้นรน ขอวีซ่ามาได้ไม่ใช่ง่ายๆ ต้องสู้สุดชีวิตครับ ไม่ทำก็ตายจะไปขอใครกินก็ไม่ได้สื่อสารกันลำบากไม่เหมือนอยู่บ้านเราครับ 

วันนี้วันอาทิตย์ มีเวลาครับเลยเขียนได้ยาวหน่อย แต่ไม่อยากให้กังวลจนเกินไปครับ เลยบอกที่มาที่ไปมากหน่อยว่าปัญหามันอยู่ตรงไหนและเกิดอะไรขึ้น และขออนุญาตเอาบางส่วนที่น่าจะเป็นประโยชน์ไปเผยแพร่ในเวบบล๊อกของผมครับ เพราะมีหลายท่านที่อยู่ในสหรัฐเมลล์เข้ามาเพื่อพูดคุยกันในเรื่องเหล่านี้ ชีวิตในอเมริกาตอนนี้การเตรียมพร้อม การป้องกันตัวเองและครอบครัวสำคัญครับ

ขอพระเจ้าคุ้มครองครับ.......

Jimmy  Siri
Jan 24, 2010 

3 ความคิดเห็น:

  1. ก็คิดแบบเดียวกันครับ เขาปั๊มยังกับแท่นพิมพ์ไฮเดนเบริก ก็ว่าถ้าทุกเมืองเอาดอลคืนเขาสักสิบเปอร์เซนที่มีอยู่ เขาจะเป็นยังไง แต่ต้องยอมรับเขาแก็เก่ง operation twist เที่ยวนี้ทองพลิกไปเลยแต่ถึงวันนี้รู้สึกน้ำมันจะหมด แต่ยังไงเมกาเขาก็เชิงหนือแก้ไปได้เรื่อยๆๆ ต้องระมัดระวังอย่างมาก

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ6 พฤศจิกายน 2554 12:14

    อยากถามคุณจิมมี่ว่า ที่อเมริกา หากน้ำประปาที่ไม่ได้ต้ม แต่กรองก่อน จะปลอดภัยหรือไม่ และที่เมืองไทย น้ำประปาเขาใส่ฟลูออไรด์หรือเปล่า

    ตอบลบ
  3. ขอตอบอย่างตรงไปตรงมานะครับว่า...ไม่แน่ใจ เหตุผลก็เพราะหลายทศวรรษแล้วที่ภาครัฐโฆษณาชวนเชื่ออยู่ตลอดเวลาว่าน้ำประปาที่เปิดจากก๊อกกินได้เลย ได้มาตรฐานอย่างนั้นอย่างนี้ ได้มาตรฐานของ WHO ว่าไปโน่น แล้วรู้ไม่ครับว่า WHO จริงๆแล้วเป็นใคร และด้วยเหตุผลนี้ครัวเรือนในอเมริกันจึงไม่ใส่ใจกับเรื่อง "เครื่องกรองน้ำ" จึงแทบจะนับจำนวนได้เลยครับสำหรับบ้านที่จะติดตั้งเครื่องกรองน้ำไว้เพื่อดื่มกันอย่างเป็นจริงเป็นจัง

    บ้านที่ผมเคยอาศัยอยู่หลายๆหลัง ในหลายๆเมืองของหลายๆรัฐ ก็พอเห็นบ้างครับ แต่.....เป็นเพียงหัวสวมเล็กๆขนาดไม่ใหญ่กว่ากำปั้นเท่านั้นเอง จะให้เห็นเป็นเครืองใหญ่ๆติดกำแพงหรือตั้งพื้นเหมือนบ้านเราแทบไม่มี ดังนั้นผมจึงต้องตอบว่าไม่แน่ใจครับ เพื่อให้ระวัง หลังจากที่ผมค้นคว้าข้อมูลเรื่องการปนเปื้อนฟลูออไรด์ในน้ำ ผมจะยอมเสียเวลาต้มน้ำโดยเฉพาะสำหรับดื่มดีกว่าครับ แล้วเก็บใส่ขวดไว้กินจะมากแค่ไหนในแต่ละครั้งก็แล้วแต่สะดวก สำหรับน้ำส่วนอื่นๆก็คงไม่ซีเรียสเท่าไหร่

    เรื่องฟลูออไรด์ในน้ำนี่มีกรณีศึกษามากมายเลยครับ เช่นที่ LA หรือลอสแองเจลลีส แคลิฟอเนีย เกิดกรณี "ผมเปลี่ยนสี" เกิดกับคนไทยนี่แหละครับจากสีดำกลายเป็นสีน้ำตาล หนึ่งในนั้นก็เป็นเพื่อนผมเองที่ไปอาศัยอยู่ที่นั่นนานกว่า 10 ปีแล้ว ที่น่าคิดก็คือ ไม่ใช่เคสเดียวที่เกิดขึ้นกับคนๆเดียวครับ เจออีกมากมาย แต่ไม่เคยคิดว่ามันเป็นประเด็น จนผมมาค้นเจอเพิ่มเติมในภายหลัง ซึ่งตอนแรกที่เพื่อนผมมาบอก ผมยังคิดว่า มันคิดมากไปหรือเปล่า ดังนั้นผมจึงย้อนคิดกลับไปว่า ตัวเรายังคิดอย่างนี้เลย "เพราะความไม่รู้" เพราะไม่ได้เจอกับตัวเอง แล้วจะมีคนจำนวนมากเท่าไหร่ที่คิดเหมือนเราในตอนนีั้น !!

    ลองใช้เวลาค้นคว้าเรื่องนี้ซักหน่อยสิครับ ล้วงให้ลึกที่สุด ทุกอย่างถูกใส่ไว้ในเนตหมดแล้วจากฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะข้อมูลวิจัย สถิติ ตัวเลข กราฟต่างๆเต็มไปหมด ใครเป็นคนทำคนแรกรู้ไม๊ครับ?? คำตอบคือ "ฮิตเล่อร์" หรือพรรคนาซีเยอรมันนั่นแหละครับ จุดประสงค์ก็เพื่อสังหารหมู่ชาวยิวในค่ายกักกันที่มีจำนวนหลายล้านคนในยุโรปในสงครามตอนนั้น ตายเยอะ ตายเร็ว ไม่ต้องเปลืองแรงงานหรือลูกกระสุน ก็เลยกลายเป็นการค้นคว้า ทดลองไปในตัวโดยการลดปริมาณลงแล้วให้เกิดการสะสมในบลักษณะของสารพิษตกค้างในร่างๆกายในระดับต่างๆ ทำให้เกิดโรคแปลกๆใหม่ๆในมนุษย์ที่หาสาเหตุไม่ได้......แต่กลับมี "ยา" ขายให้ !!

    ยังไม่ต้องเชื่อข้อมูลเหล่านี้นะครับ จุดคือคุณต้องค้นคว้าเอง ศึกษาเอง แล้วค่อยเชื่อในสิ่งที่คุณเจอด้วยตัวเอง แล้วคุณจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในที่สุด ถ้าถามว่าเค้าทำเพื่ออะไร หากคุณอ่านสิ่งที่ผมเขียนมานานๆคงจะเห็นผ่านตาบ้าง แต่ถ้ายังไม่เห็น ผมให้คีย์เวิร์ดไว้ว่าเป็นการ "Depopulation" หรือการลดประชากร หากสนใจลองค้นหาต่อไปดูครับ และอีกทางคือเพื่อการค้า เพราะกลุ่มทุนการเมืองที่ปกครองอเมริกาอยู่ทุกวันนี้ก็คือกลุ่มบิ๊กไฟว์ หรือ 5 อันดับของบริษัทยา เวชภัณฑ์และการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกนั่นเอง...

    ส่วนของประเทศไทยมีการปนเปื้อนฟลูออไรด์หรือไม่ผมยังไม่มีข้อมูลครับ เพราะผมติดนิสัยการติดเครืองกรองน้ำชนิด "ประสิทธิภาพสูง" หรือต้มน้ำโดยเฉพาะสำหรับดื่มไปเสียแล้ว ผมจีงไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าไหร่ แต่เท่าที่รู้มาคือ "มี" ครับ ก็คงไปเอาหลักคิดเดียวกับเค้ามานั่นแหละครับ โดนเค้าหลอกกันมาเป็นทอดๆ "ฝรั่งมันว่าดีเราก็ว่าดี" ก็เพราะไปร่ำเรียนจบดอกเตอร์และมีหลักคิดเดียวกันมาจากเค้าอีกเหมือนกัน คนถึงป่วยกันเต็มบ้านเต็มเมือง ยากลายเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 เทียบเคียงกับอาหาร หลายคนกินยาแทนอาหารก็มี เพราะกินทีเป็นกำมืออิ่มไปเลยครับ กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียอีก เฮ้ออออออ

    ตอบลบ