วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Glen Beck Show (Nov 4th, 2010),.......The Coming Hyper-Inflation

ผมสังเกตุเห็นเพื่อนๆ หลายท่านในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาให้เกียรติเข้ามาอ่านบล๊อกข่าวสารประหลาดๆ เล็กๆแห่งนี้ครับ ผมขอส่งข่าวสารนี้ไปถึงท่านโดยตรง เพราะเวลาใกล้เข้ามามากแล้วครับ ถ้าท่านติดตามข่าวสารที่เป็นจริง(ที่ไม่ใช่ในจอทีวี ที่เราได้รู้เท่าที่เค้าต้องการให้รู้) ไม่ว่าจะเป็นจากบล๊อกนี้หรือที่ไหนๆ 

FED ประกาศ QE2 ออกมาแล้ว เรื่องนี้ "ซีเรียส" ครับ เพราะจะกระทบกับชีวิตและความเป็นอยู่ของท่านโดยตรงและอย่างสิ้นเชิง เพราะหมายถึงการคลัง (Treasury) ของเค้ามีเงินไม่พอ ที่จะ Service หรือหมุนทบ รวมทั้งจ่ายดอกเบี้ยหนี้สินที่ล้นพ้นตัวอยู่ขณะนี้ หรืออีกความหมายหนึ่งก็คือออกอาการและประกาศถึงการ "ถังแตก" แล้ว โดยปริมาณผู้ที่จะซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมีน้อยกว่าพันธบัตรที่เค้าจะออกมาขาย หรือขายพันธบัตรได้น้อยกว่าเงินที่เค้าต้องการเอาไปหมุนเวียนในระบบ เพื่อโป๊ะงบประมาณรายจ่ายต่างๆ รวมทั้งดอกเบี้ยที่พอกพูนขึ้นทุกวัน 

FED จึงต้องทำ Quantitative Easing II หรือพิมพ์เงินออกมาจากอากาศเพื่อเข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลซะเอง เพื่อสร้างภาพให้เห็นว่ายังมีผู้ซื้อพันธบัตรอยู่ เพื่อที่จะไม่ต้องขึ้นหรือเพื่อกดอัตราดอกเบี้ย หรือ Yield ของพันธบัตรนั้นไว้ให้อยู่ในระดับต่ำติดดินคือที่ 0%-0.25% ต่อไปได้ครับ ไม่มีทางอื่นใดอีกแล้วหรือ??? มีครับ อีกทางก็คือ "ชักดาบ" คือเบี้ยวหนี้ที่กู้ยืมจากประเทศต่างๆไปเลย ซึ่งเค้าคงไม่เลือกทางนี้ครับ 

เพราะถ้าต้องจ่าย Yield หรือผลตอบแทนของพันธบัตรมากขึ้นก็หมายถึงต้นทุนการกู้ยืมเงินสูงขึ้น ผลที่จะตามมาก็คือ 1.เกิดความไม่เชื่อมั่นในตลาดพันธบัตรเจ้าหนี้พาลจะไม่ให้กู้เพิ่มก็ต้องขี้นดอกเบี้ยเพื่อเรียกลูกค้า และ 2.ดอกเบี้ยในประเทศต้องขยับตามต้นทุนของเงินที่เกิดขึ้น อย่างเช่นที่เกิดขึ้นในยุโรป ณ ขณะนี้ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจทรุดหนักลงอย่างรวดเร็วเข้าขั้นโคม่ายกกำลัง 2 ครับ เพราะเงินจะตึงตัว ....หรือพูดง่ายๆ คือ "เจ๊งระนาว" จากสภาพที่ "เจ๊งโดยรวม" อยู่ในขณะนี้ 

ตัวอย่างง่ายๆ คือการที่ประเทศไทยเพิ่งจะกู้เงินเพิ่มหลายแสนล้านบาทเพื่อเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา จุดประสงค์เดียวกันครับคือเพื่อปล่อยเงินลงมาในระบบเศรษฐกิจทำให้เกิดการหมุนเวียน จับจ่ายใช้สอย ตามกลไกของเศรฐกิจ ก็คือเงินเยอะขึ้นดอกเบี้ยจะถูกลง เงินหมุนมากขึ้น หลักการง่ายๆ ครับ แต่......การที่เราจะทำอย่างนั้นได้ต้องร่างกฏหมาย ประชุมสภา ร่างกฏหมายต้องผ่านสภาเพื่อขอกู้เงินจากต่างประเทศ เถียงกันหลายวันหลายคืน เพื่อจะไปเอาเงินกู้เข้ามาก่อนแล้วพิมพ์เงินบาทออกมาสู่ระบบ นี่คือระบบครับ 

แต่การทำ QE II ของสหรัฐในครั้งนี้ คือการที่ FED พิมพ์เงินออกมาจากอากาศโดยไม่มีทองคำ วัตถุธาตุหรือเงินสกุลใดๆ เข้ามาเป็นทุนสำรอง แล้วเอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ โดยรัฐบาลจะต้องใช้คืน FED พร้อมด้วยดอกเบี้ยครับ แล้วดอกเบี้ยนั้นก็มาจากเงินภาษีของประชาชนนั่นเอง  แล้วรัฐบาลก็นำกระดาษที่เรียกว่าเงินนั้นไปใช้จ่ายในด้านต่างๆ และผลของมันก็จะทำให้เงินเงินดอลล่าที่ล้นโลกอยู่แล้วเพิ่มปริมาณ หรือเฟ้อมากขึ้นนั่นเอง ส่งผลให้กำลังซื้อของเงินดอลล่าที่ค้างอยู่ในตลาด dilute หรือเจือจาง หรืออ่อนค่าลงในที่สุด ด้วยขนาดของเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก การที่จะ Jump Start หรือกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาได้จึงต้องการเงินทุนปริมาณมหาศาล ซึ่งเป็นการยากที่จะกู้ยืมเงินจากประเทศที่มีเศรษฐกิจที่เล็กกว่ามากระตุ้นเศรษฐกิจที่ใหญ่ขนาดนั้นได้ครับ 

การ Dilute หรืออ่อนกำลังซื้อลงของเงินดอลล่าลงนี่เองที่เป็นสาเหตุของเงินเฟ้อ คือต้องใช้หน่วยของเงินมากขึ้นในการซื้อหรือนำเข้าสินค้าและนี่คือวาไรตี้เชิงข่าวสาร โดยเกลน เบ๊ค (Glen Beck) ที่ออกอากาศทางช่อง Fuxs News (Foxs News) ตอนนี้น่าสนใจมากครับ ในคลิปที่ 1 จะเป็นเรื่องของเงินเฟ้อที่เพิ่มความรุนแรงขึ้นแล้วในสหรัฐอเมริกา โดยราคาสินค้า อาหารหรือวัตถุดิบที่ใช้ประกอบอาหารหลายรายการได้ปรับตัวขึ้นแล้วตั้งแต่ 21%-106% และคงจะพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะต้องนำเข้าซะ 80% มีเพียง 20% เท่านั้นที่ผลิตได้เองในประเทศ 

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในสหรัฐบางส่วนที่ี่พุ่งขึ้นไปแล้วตามอัตราเงินเฟ้อ เป็นข้อมูลราคาที่สำรวจในช่วง Spring หรือฤดูใบไม้ผลิปีของ 2010 จนถึงเวลานี้ คือ 

1.ข้าวโพด ราคาปรับตัวขึ้น 71%
2.น้ำมันพืช ราคาปรับตัวขึ้น 24%
3.ข้าวโอ๊ต ราคาปรับตัวขึ้น 106%
4.Wheat ราคาปรับตัวขึ้น 67%
5.ถั่วเหลือง ราคาปรับตัวขึ้น 44%
6.แร่ทองแดง ราคาปรับตัวขึ้น 47%
7.แร่ทองคำ ราคาปรับตัวขึ้น 21%
8.แร่เงิน ราคาปรับตัวขึ้น 48%

คาดการณ์กันว่าในอีก 2-5 ปีข้างหน้า หรือประมาณปี 2012-2015 คนอเมริกันชั้นกลางโดยรวมจะต้องอยู่ในสภาวะอดอยาก ขาดแคลนอาหาร และล้มตายลงเนื่องจากไม่มีเงินพอในการซื้ออาหารครับ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีสต๊อคอาหารเหลือในประเทศนะครับ แต่ด้วยภาวะเงินเฟ้อที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล้วยังมาซ้ำด้วยการพิมพ์เงินเพิ่มของ FED จะทำให้สถานะการณ์เงินเฟ้อรุนแรงขึ้นเรื่อยๆและอย่างรวดเร็ว จนถึงขั้นที่เกิดสภาวะ "Hyper-Inflation" หรือสภาวะเงินเฟ้อยิ่งยวดนั่นเอง ยิ่งเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมากเท่าไหร่ราคาพลังงานและสินค้าต่างก็จะยิ่ง "พุ่ง" สูงขึ้นเท่านั้นครับ


อย่าพลาดครับ เพราะสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตแล้วครับ ก่อนจะถึง "ฟางแส้นสุดท้าย" คือทุกประเทศต่างๆ ที่เป็นเจ้าหนี้ โดยเฉพาะจีนประกาศ "NO MORE BOND" หรือประกาศหยุดซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ "ทุกวินาที" ต่อจากนี้ไป แล้วสิ่งที่จะตามมาก็คือการ "ล่มสลาย" ของทุกภาคส่วนของสหรัฐในลักษณะโดมิโน่ อย่างที่ผมทุ่มเทเวลาเขียนมา 1 ปีกว่าก็จะเกิดขึ้นทันที และเป็นไปตามนั้นครับ

ผมขอเป็นกำลังใจและไม่ปราถนาให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นครับ แต่ในเมื่อ MSM หรือสื่อกระแสหลักเริ่มเอาเรื่องเหล่านี้มาพูดคุยกันทางจอทีวี มันเป็น "สัญญาน" เหมือนเป็นการบอกล่วงหน้าครับ และคนที่ "รู้ เข้าใจ และตื่นแล้ว" บางส่วนก็เตรียมพร้อมโดยการตุนอาหารและน้ำดื่มไว้อย่างน้อย 6 เดือน เพื่อรอรับสถานการณ์ คนที่มีฐานะก็โยกย้ายออกไปแคริเบียน ลาตินอเมริกาและเอเซีย  (ผมจึงกลับมานั่งพิมพ์อยู่ที่นี่ไงครับ)

ผมขอแนะนำให้ติดตามข่าวสาร(ตามเวบไซท์ไม่ใช่ในทีวี)อย่างใกล้ชิดครับ ช่องกีฬา อเมริกันไอดอล celebrity และหนังต่างๆ หมดเวลาแล้วครับ ลองดูและย้อนดูรายการของ "เกลน เบ๊ค (Glen Beck)" หลายๆตอนในช่วงนี้ในประเด็นนี้ (เปิดอินเตอร์เนต ดูแล้วทำความเข้าใจหลายๆรอบครับ แล้วเอาข้อมูลที่ผมเขียนไว้ให้ในบล๊อกนี้ประกอบ จะเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจน) เค้าส่ง "สัญญาน" อะไรหลายๆ อย่างออกมาที่ผมฟังแล้วยัง "สยอง" (ถ้าเข้าใจว่าเค้าบอกอะไร) 

ผมก็บอกไม่ได้ครับว่ามีเวลาอีกนานเท่าไหร่ เพราะสหรัฐและ FED เร่งทุบดอลล่าในขณะที่ชาติเจ้าหนี้และชาติส่งออกยื้อด้วยสารพัดวิธีไม่ให้ดอลล่าอ่อนแล้วเงินตัวเองจะแข็งเกินไปจนกระทบการส่งออกและเศรษฐกิจโดยรวมในที่สุด (Currency War) ซึ่งถ้ายื้อกันไปอย่างนี้ ฝั่งสหรัฐและ FED อาจจะตัดสินใจ "เชคบิล" ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง มันมีอะไรที่ "ชั่วร้ายและสกปรก" ที่พวกเรามองไม่เห็นอีกมาก เป็นการยากที่อย่างเราๆท่านๆจะตามทันเกมส์ของพวกเค้าครับ    

ผมจะโพสต์เกี่ยวกับประเด็นนี้อีก 1-2 ตอนครับ คือเรื่อง "Crash of the Dollar" และ "ฟางเส้นสุดท้าย...15 วันสู่การการจัดระเบียบโลกใหม่" ดูแล้วอ่านแล้วอาจจะต้องเครียดซักหน่อย แต่ข้อมูลเหล่านี้จะบอกให้เรารู้ว่าเราต้องเคลื่อนไหว ทำอะไรหรือชิ่งออกนอกประเทศจังหวะไหนในกรณีที่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น จะรวยหรือจะหมดตัว จะอยู่หรือจะไปวัดกันในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ครับแหละครับ ขอพระเจ้าคุ้มครองทุกท่านครับ

8 ความคิดเห็น:

  1. ขอบคุณมากครับ คุณจิมมี่
    มาถึงบทความนี้ทุกบรรทัดทุกตัวอักษรอ่านแล้วเข้มข้นมากครับ
    เหมือนสรุปภาพรวมต่างๆ ทั้งหมดไว้เลยครับ
    เป็นแรงกระตุ้นตัวเองได้มาก ๆเลยครับ
    รออ่านข้อมูลต่อไปนะครับ

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ12 พฤศจิกายน 2553 07:16

    ส่วนตัวเคยอยู่แคนาดามาประมาณเกือบเก้าปี
    สองสามปีหลังที่ได้เปิดหูเปิดตาหลายเรื่อง
    บล๊อคคุณจิมมี่เป็นหนึ่งในนั้น
    เพิ่งย้ายกลับมาไทยยังไม่ครบเดือนเลย
    ขอขอบคุณและขอเป็นกำลังใจกับคุณจิมมี่นำเสนอข้อมูลต่อไปค่ะ
    ขอให้คนไทยทุกท่านทั้งในและต่างประเทศ
    ตระหนักรู้ความจริงและไม่ประมาทค่ะ
    3am

    ตอบลบ
  3. ติดตามคุณจิมมี่มาตั้งแต่อยู่ในเว็บบอร์ดก่อนจะมาเป็นบล็อกเกอร์ ยืนยันครับว่าสิ่งที่คุณจิมมี่ได้พูดในวันนี้เป็นสิ่งเดียวกับที่คุณจิมมี่พุดไว้เมื่อปีก่อน ผมไม่ได้เล่นทองคำเพราะว่าไม่มีเงินขนาดนั้นแต่ก็ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท ทุกวันนี้เลิกจังค์ฟู๊ด เลิกเหล้า เลิกบุหรี่ กำลังจะเลิกกาแฟ เริ่มต้นมองโลกในความเป็นไปในแง่มุมอื่นๆ ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท
    ตอนนี้มองช่องทางประกอบอาชีพเสริมไว้(ขายอาหารเล็กๆน้อยๆตามตลาดนัด) แล้วอีกอย่างก็หาที่เล็กๆเริ่มทำสวนครัวผักปลอดสาร หากโชคดีมีที่พอจะเริ่มทำนาเล็กๆด้วย ผมเชื่อในสิ่งที่คุณจิมมี่กล่าวไว้ทั้งหมด แต่ไม่สามารถเก็บทองคำได้ ผมจึงใช้วิธีสร้างปัจจัยสำหรับการดำรงชีพพื้นฐานอันได้แก่อาหาร
    เป็นกำลังใจให้คุณจิมมี่ครับรวมทั้งผู้อ่านทุกท่าน ใครที่ไม่มีเงินลงทุนในทองคำแต่ที่บ้านมีที่ทางว่างๆน่าจะลองเพาะปลูกดูนะครับ เลี้ยงไก่ไข่ไว้ด้วยก็ดี

    ตอบลบ
  4. สวัสดีค่ะท่านแม่ทัพฯ และเพื่อนทุกท่าน Merry ..เองก็ตามอ่านบทความเสมอมาค่ะ และเชื่อมั่นว่า.."สะยิว..เฮ้ย..สยอง"...แน่ๆ ถ้ายังไม่ตื่น ถ้าศัทพ์กำลัง Hot ก้อ...."ตาสว่าง" ..ว้ายกริ้วๆๆ เค้าเปล่านา..ครายๆๆเค้าก้อาฮู้เอง..แถไปนอกเรื่องจนได้..ขอสะมาเต้อจ้าว...เข้าเรื่องค่ะ..Merry เองก็เห็นเหมือนเพื่อนๆค่ะว่า ...อย่าเพลิดเพลินอยู่...อย่างที่เห็นๆกันทุกวันนี้ Merry เองก็ไม่ประมาทกะการใช้ชีวิตเหมือนกันค่ะ ...กอดคุณแท่งเถิดทึ่งแน่นปึก และร้องเพลงรอจ้องตากลม..ปลายปีนั้อยู่ค่ะ ...ตามเก็บเข้าโกดัง..คริ..คริ..(ตามอัตถภาพค่ะ)ขอขอบคุณท่านแม่ทัพฯ และเพื่อนทุกท่านค่ะ ที่เข้ามารับทราบความจริงนี้จากการบอก/เขียนของท่านแม่ทัพฯ และของเพื่อนๆด้วยค่ะ ..ประเทศทุยเราคง..แย่ยิ่งกว่าค่ะ

    Merry..ขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆท่านค่ะ .."ขอพระอวยพระพรค่ะ"

    ตอบลบ
  5. ไม่ระบุชื่อ12 พฤศจิกายน 2553 17:36

    The American' dream with in a dream, and I just dream to wake up! When there is no inception, there will not be an end. Make your own choice between dream or reality.

    God speed,

    วินซ์

    ตอบลบ
  6. ไม่ระบุชื่อ14 พฤศจิกายน 2553 15:11

    แล้วจีนจะ say no more bond ได้เหรอครับ?? เพราะเค้าก็คงเห็นผลที่จะตามมาอยู่แล้ว ... แล้วถ้าไม่มี trigger ตัวนี้เกิดขึ้น ก็คงจะเป็นการลากยาวไปเรื่อยๆ แบบนี้ใช่มั๊ยครับ??

    ตอบลบ
  7. ก็ต้องรอดูครับว่าจีนจะทนแรงบีบจากสหรัฐได้นานแค่ไหน ถ้าตามข่าวคู่นี้อยู่เรื่อยๆ จะเห็นประดาบกันเป็นระยะๆ ถ้าลากไปอย่างนี้อาจจะได้เห็น QE3,QE4,QE5...and etc. จะต้องมีจุดนึงครับ เพราะจีนคงรู้แล้วว่าเจอไอ้กันเล่นเกมส์แน่ ไม่มีตังค์จ่ายเลยใช้ไม้นี้ แต่วันนี้จีนเค้าพร้อมแค่ไหนถ้าอะไรเกิดขึ้นเท่านั้นเอง ดูความเคลื่อนไหวในด้านอื่นๆ ของจีนครับโดยเฉพาะการจับมือกับรัสเซียในหลายๆเรื่องทั้งอาวุธและพลังงาน นั่นคือการ Diversify หรือการทยอยถ่ายเทดอลล่าออกนั่นเอง

    มีอีกความเป็นไปได้คือถ้าจีนไม่ทิ้งดอลล่าอย่างที่สหรัฐต้องการภายในเวลาที่กำหนด สหรัฐน่าจะล้มกระดานก่อนด้วยวิธี Simpsons หรือการจัดฉากก่อการร้ายตัวเองเหมือน 911 เศรษฐกิจล้มแล้วดอลล่าล้มตาม โยนไปให้แขกตามระเบียบ*** แล้วเปิดฉากสงครามทำมาหากินกำไรจากสงครามเหมือนในทุกสงครามที่ผ่านมา ต้องเข้าใจครับว่าเมื่อใดที่มีสงคราม เศรษฐกิจสหรัฐจะกลับมาฟื้นตัวได้นั่นเอง รูปแบบตอนนี้กำลังดำเนินมาเหมือนกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ผิดเพี้ยนครับ แต่ครั้งนี้เป้าหมายอาจจะไม่ใช่ชนะสงครามแล้วกลายเป็นมหาอำนาจของโลกเท่านั้นเอง เพราะเค้าคิดการใหญ่กว่านั้นมากกกกกครับ

    ตอบลบ
  8. ไม่ระบุชื่อ14 พฤศจิกายน 2553 20:15

    น่าตื่นเต้นมากๆ เลยครับ อ่านบทความหลังๆ นี้ พร้อมกับคอมเม้นท์ต่างๆ แล้ว ใจเต้นตุ้มๆ เลย ... ตื่นเต้น และหวาดสยองด้วย ... คำว่า don't panic, be prepare เป็นคำที่เหมาะจริงๆ สำหรับการบอกกล่าวคนอื่นให้เข้าใจ

    ขอให้คุณจิมมี่วิเคราะห์และแนะนำต่อไปครับ มีประโยชน์มากๆ

    ตอบลบ