วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Subliminal Messages 5 of 14 ....... An Alien Spirit Within

ในโพสต์ที่แล้วเป็น "ความน่าสะอิดสะเอียน" หรือ SM เพียงบางส่วนที่ซ่อนอยู่ในภาพหินแกะสลักที่ประดิษฐานอยู่ใน "พระวิหาร" ที่ต้อง "ถูกทำลายลง" จนต้องกลายเป็น "ความรกร้างว่างเปล่า" ครับ 

มัธธิว 24 : 1-2
การพยากรณ์ถึงการทำลายพระวิหาร (มก 13:1-13; ลก 21:5-19)
24:1 ฝ่ายพระเยซูทรงออกจากพระวิหาร แล้วพวกสาวกของพระองค์มาชี้ตึกทั้งหลายของพระวิหารให้พระองค์ทอดพระเนตร
Olivet Discourse: Destruction of the Temple (Mark 13:1-13; Luke 21:5-19)
24:1 And Jesus went out, and departed from the temple: and his disciples came to him for to shew him the buildings of the temple.

24:2 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า "สิ่งสารพัดเหล่านี้พวกท่านเห็นแล้วมิใช่หรือ เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ศิลาที่ซ้อนทับกันอยู่ที่นี่ ซึ่งจะไม่ถูกทำลายลงก็หามิได้"
24:2 And Jesus said unto them, See ye not all these things? verily I say unto you, There shall not be left here one stone upon another, that shall not be thrown down

มัธธิว 24 : 15
ความทุกข์เวทนาใหญ่ยิ่ง (มก 13:14-23)
24:15 เหตุฉะนั้น เมื่อท่านทั้งหลายเห็น "สิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน" ซึ่งกระทำให้เกิด "การรกร้างว่างเปล่า" ที่ดาเนียลศาสดาพยากรณ์ได้กล่าวถึงนั้น ตั้งอยู่ในสถานบริสุทธิ์" (ผู้ใดก็ตามที่ได้อ่านก็ให้ผู้นั้นเข้าใจเอาเถิด)
The Great Tribulation (Mark 13:14-23)
24:15 When ye therefore shall see the abomination of desolation, spoken of by Daniel the prophet, stand in the holy place, (whoso readeth, let him understand:)

ลองมาดูที่ภาพของฟาโรห์กันบ้างครับ เพราะเค้าได้ซ่อนสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน "กว่า" ไว้ เรียกได้ว่าอาจจะเหนือกว่าจินตนาของเราๆ ท่านๆ ครับ เริ่มจากส่วนหัวของฟาโรห์ครับ  ผมจะค่อยๆ เน้นเข้าไปทีละภาพครับ เพื่อให้เห็น "The Fallen Angel" ซึ่งก็คือเอเลี่ยนนั่นเองครับ

 

 

 
 

คงจะเห็นภาพส่วนหัวของเอเลี่ยนได้อย่างชัดเจนในภาพนี้ครับ  


ส่วนต่อไปก็ เรามาดูครับเจ้าเอเลี่ยน หรือ "The Fallen" ตนนี้ได้ "สมสู่" กับบุตรมนุษย์ โดยในภาพที่ 3 จะสื่อถึงอวัยวะเพศ "ชาย" และในภาพที่ 4 จะสื่อถึงอวัยเพศ "หญิง" ของบุตรมนุษย์




 

 






ปฐมกาล 6 : 2 และ 6 : 4
6:2 บุตรชายทั้งหลายของพระเจ้าเห็นว่าบุตรสาวทั้งหลายของมนุษย์สวยงาม และพวกเขารับเธอทั้งหลายไว้เป็นภรรยาตามชอบใจของพวกเขา
6:2 That the sons of God saw the daughters of men that they were fair; and they took them wives of all which they chose.

6:4 ในคราวนั้นมีพวกมนุษย์ยักษ์บนแผ่นดินโลก แล้วภายหลังเมื่อบุตรชายทั้งหลายของพระเจ้าเข้าหาบุตรสาวทั้งหลายของมนุษย์ และเธอทั้งหลายคลอดบุตรให้แก่พวกเขา บุตรเหล่านั้นเป็นคนมีอำนาจมาก ตั้งแต่สมัยโบราณเป็นคนมีชื่อเสียง
6:4 There were giants in the earth in those days; and also after that, when the sons of God came in unto the daughters of men, and they bare children to them, the same became mighty men which were of old, men of renown.

อีกทั้งยังซ่อนภาพ "การสมสู่" ไว้อย่างชัดเจนครับ รูปนี้คงต้องใช้การสังเกตุมากหน่อยครับ จะเป็นภาพของผู้หญิงกำลังก้มมาข้างหน้าในขณะที่กำลัง...อยู่ ภาพต่อไปจะเห็นชัดเจนขึ้นครับ


1 & 2 คือ สะโพกทั้ง 2 ด้าน ของผู้หญิง
3 คือ  ส่วนหัวคือผม หน้าผาก ลงมาเป็นใบหน้าและปาก
4 คือ ผมที่ยาวลงมาถึงพื้น
5 คือ หน้าอก
6 & 7 คือขาทั้ง 2 ข้างที่ยื่นไปด้านหลัง


และทั้งหมดทั้งสิ้นที่เกิดขึ้นนี้ก็สิงสถิตย์อยู่ในร่างของฟาโรห์ ซึ่งเป็นบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดของโลกในยุคนั้น เป็นไปตามพระวัจนะที่พระคำภีร์เขียนไว้ทุกประการในห้วงเวลาหลายพันปีที่ผ่านมา........ 

ลองกลับไปค้นดูหนังซักเรื่องนึงสิครับ คือเรื่อง "สตาร์เกท" เค้าพยายามบอกเราแล้วในหนังเรื่องนั้นครับ

ปฐมกาล 6 : 4
6:4 ในคราวนั้นมีพวกมนุษย์ยักษ์บนแผ่นดินโลก แล้วภายหลังเมื่อบุตรชายทั้งหลายของพระเจ้าเข้าหาบุตรสาวทั้งหลายของมนุษย์ และเธอทั้งหลายคลอดบุตรให้แก่พวกเขา บุตรเหล่านั้นเป็นคนมีอำนาจมาก ตั้งแต่สมัยโบราณเป็นคนมีชื่อเสียง
6:4 There were giants in the earth in those days; and also after that, when the sons of God came in unto the daughters of men, and they bare children to them, the same became mighty men which were of old, men of renown.

แปลกไม๊ครับที่มนุษย์เรายังคงตามหาเอเลี่ยน หรือสิ่งมีชีวิตนอกโลกอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไม่เคยรู้เลยว่า อสูรตนนี้เป็นส่วนหนึ่งและแอบแฝงอยู่ในร่างกายของมนุษย์เรามาตลอดหลายพันปี รู้สึกไม๊ครับว่าทำไมหลายๆ ครั้งที่เราทำอะไรลงไปโดยสัญชาติญาน  เราสร้างบาป ทำความผิดอยู่ตลอดเวลาโดยตัวเราเอง และบางสิ่งบางอย่างที่มีอิทธิพลต่อตัวเราโดยที่เราก็ไม่เข้าใจว่าเราทำไปทำไมหรือทำไปได้อย่างไร ส่วนที่ซ่อนอยู่นี่แหละครับคือ "ด้านมืด" ของมนุษย์ที่ยากต่อการอธิบาย ความโลภ ความโกรธ ความหลง การเอารัดเอาเปรียบ กิเลส ตัณหา การทำลายล้าง ความอยากในรูปแบบต่างๆ มันฝังอยู่ในตัวเราครับ 

เราทำผิดได้เสมอโดยที่ไม่ต้องมีใครมาสอน  แต่การทำความดีกลับกลายเป็นสิ่งที่ยากแสนยาก เพราะครึ่งหนึ่งของร่างกายและจิตวิญญานของมนุษย์มีความบาปผิดผสมอยู่นั่นเองครับ


มาถึงตอนนี้คงจะเข้าใจแล้วนะครับว่าทำไมไบเบิ้ล ถึงต้องใช้คำว่า "ความน่าสะอิดสะเอียน" และความน่าสะอิดสะเอียนนี้แหละครับที่จะนำไปสู่การทำลายพระวิหาร ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาพระวิหารที่มี "ปิระมิด" เป็นสัญลักษณ์ ก็ได้ถูกทำลายลงไปทีละอาณาจักรตามกาลเวลา และที่สำคัญตาม "ความบาปผิดและความเสื่อมทราม" ของจิตใจมนุษย์ในอาณาจักรนั้นๆ   

2 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ22 พฤศจิกายน 2553 21:33

    จินตนาการได้ล้ำลึกจริงๆค่ะท่านแม่ทัพ

    อย่างที่บอก ถ้าดูและวิเคราะห์เองคงไม่ทราบจริงๆ

    บาบาร่า ฟู

    ตอบลบ
  2. สุดยอดครับ บล็อกกลับมาคึกคักอีกครั้งแล้วหรอเนี่ยยยย (^ ^)

    ตอบลบ